ข้อสังเกตของคุณเบิร์ด
นั้นใช่เลยค่ะ และเป็นประเด็นสำคัญทั้งการที่เรารู้และเชื่อประวัติศาสตร์ผ่านสายตาฝรั่ง โดยเฉพาะ ฝรั่งเศส และเรื่องความสัมพันธ์ของเราต่อประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประวัติศาสตร์แบบของเราวางเราให้เหนือกว่าและดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับว่าเป็นภาวะของการมองไม่เห็นความจริงตามที่เป็นอยู่
บทความที่ตีพิมพ์นี้(ในมติชน ศุกร์ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)ปรับปรุงจากบทความเรื่อง ศรีษะเกษ เขตเขมรป่าดง ของอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม พี่คัดมานิดๆหน่อยๆเท่านั้นนะคะ

- ส่วนกรอบเล็กในบทความที่ตีพิมพ์นี้กล่าวถึงการที่ประเทศจักวรรดินิยมฝรั่งเศสเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุดที่ส่งนักวิชาการสาขาต่างๆเข้ามาสำรวจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ศิลป์และโบราณคดี ถึงกับมีการตั้งสถาบันการศึกษาชื่อ "สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ" เพื่อค้นคว้าประวัตฺศาสตร์โบราณคดี สังคมและวัฒนธรรมของบ้านเมืองในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
การที่นักปราชญ์นักวิชาการฝรั่งเศสเข้ามาศึกษาค้นคว้าในประเทศไทย นับว่าได้สร้างความก้าวหน้าให้แก่วงการวิชาการทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมในดินแดนประเทศไทยเป็นอย่างสูง ทำให้นักปราชญ์นักวิชาการของไทยสมัยนั้นเชื่อถือและใช้อ้างอิงอย่างไม่มีการทบทวนถึงเจตนาที่แอบแฝงและซ่อนเร้น
ผลที่ตามมาก็คือเมื่อมีกรณีพิพาทกันเรื่องการเมืองและดินแดน ฝรั่งเศสได้ใช้ผลงานวิชาการที่ตนเองสร้างขึ้นและทางฝ่ายไทยยอมรับเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดครองและอ้างความชอบธรรมของฝรั่งเศสกับรัฐบาลไทย
แม้ว่านักวิชาการต่างชาติบางชาติก็มีความดีอยู่ แต่ก็มีหลายพวกโดยเฉพาะนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสนั้นมักแฝงเข้ามาในรูปของนักบุญคนบาป เช่น ม.ปาวี เป็นต้น
บทความนี้ได้สรุปประเด็นนี้ว่า เป็นที่น่าเสียใจอยู่ก็คือว่า ทั้งๆที่รู้ว่านักวิชาการเหล่านั้นเอารัดเอาเปรียบประเทศไทยอย่างไร บรรดาคนไทย นักวิชาการไทยเป็นจำนวนมากก็ยังเห็นว่าเขาดี เขาถูกต้อง เพราะว่าพวกตนมีความสัมพันธ์ในฐานะเขาเป็นครู ผู้อบรมสั่งสอนวิชาให้ ก็ยังคงหวังพึ่งพาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอยู่เรื่อยๆ
- ในบทความหลัก กล่าวถึงความสำคัญของปราสาทเขาพระวิหารว่าแผนผังและสภาพแวดล้อม ที่ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดลูกหนึ่งบนเทือกเขาพนมดงรัก สูงโดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขา กระตุ้นให้คิดไปถึงการที่เป็นที่สถิตของเทพเจ้าผู้ทรงอานุภาพ
แม้ว่าเทวาลัยแห่งพระศิวะจะอยู่ในตำแหน่งที่มองลงสู่เขมรต่ำของกัมพูชา แต่เทวาลัยก็หันหน้าลงสู่ที่ราบสูงโคราชในลักษณะที่สอดคล้องกันกับทางขึ้นที่มีโคปุระอยู่ทุกระดับความสูง ตั้งแต่ตีนเขามายังยอดเขา ทำให้ตีความไปเป็นอื่นไม่ได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของบ้านเมืองในภูมิภาคนี้ด้วย เพราะผู้คนจากกัมพูชาในแดนเขมรต่ำ หากจะพากันมากราบไหว้และทำพิธีกรรม ถ้าหากไม่เข้ามาในที่ราบสูงโคราชก่อนก็ต้องปีนป่ายเข้ามาทาง บันไดหัก ที่สูงชันและแสนลำบาก
ปราสาทเขาพระวิหารมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับปราสาทวัดภูในเขตเมืองจำปาศักดิ์ ในประเทศลาวอย่างมาก ทั้งปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทวัดภูเป็นศาสนสถานที่นักวิชาการกล่าวว่าตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นกลางทางการเมือง คือเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญที่ผู้คนจากเมืองต่างๆ รัฐต่างๆที่นับถือศาสนาเดียวกันก็มีโอกาสไปกราบไหว้และประกอบพิธีกรรม
อาจมีชุมชนและอาศรมของพวกนักพรตดาบสในบริเวณนี้หรือใกล้เคียง แต่ยังไม่มีการค้นคว้าเพราะมัวไปสนใจตัวปราสาทกันมากกว่า
(พี่ยังไม่เคยไปปราสาทเขาพระวิหารเลยค่ะ แต่พออ่านบทความนี้ อยากไปเยือนสักครั้งค่ะ โดยเฉพาะที่กล่าวว่า ...)
สำหรับเขาพระวิหารนั้น ถ้าจะดูที่ความสวยงามและความใหญ่โตของปราสาทก็คงไม่สู้กระไร เทียบกับปราสาทหินพิมายหรือพนมรุ้งไม่ได้ แต่ถ้าดูในเรื่องของตำแหน่งที่ตั้งและภูมิทัศน์โดยรอบแล้ว นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เกือบไม่มีที่ใดในเขตประเทศไทย กัมพูชา และลาว เทียบเท่าได้
- และที่น่าสนใจมาก คือความเห็นของคุณ สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเขียนไว้ในคอลัมน์ สยามประเทศไทย "กรมศิลปากร ต้องเผยแพร่ความรู้ปราสาทเขาพระวิหาร ที่เป็นจริง ไม่ปลอม" ในหน้าเดียวกันค่ะ
.....ผมเข้าใจดีว่ามี"ฟอสซิล"อยู่เต็ม กรมศ....และกระทรวงว....(พี่ขอไม่พิมพ์เต็มนะคะ).เพราะสำนึกของข้าราชการในกรมและกระทรวงนี้มีกำเนิดจากโลกล้านปียุคไดโนเสาร์ ทำให้ "วิธีคิด" และ "วิธีทำ" ของพวกเขากับของโลกภายนอกต่างกันมาก ฉะนั้นกรณีปราสาทเขาพระวิหาร พวกเขาก็พากันยินยอมพร้อมใจตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายล้าหลัง-คลั่งชาติ กระหายสงคราม แทนที่จะใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของตัวเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพให้เครือญาติทั้งสุวรรณภูมิ....
พี่ว่ายุคนี้เราควรสร้างความสัมพันธ์กับเครือญาติเราให้แข็งแกร่ง เกื้อกูลกัน จะได้เจริญรุ่งเรือง สงบร่มเย็นกันทั้งภูมิภาคจะดีกว่า เป็นใหญ่คนเดียวแล้วหาความสุข ความสงบไม่ได้นะคะ