สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์อันสำคัญในขณะนี้ก็คือการเปิดรับนิสิตเข้าสู่กระบวนการทางการศึกษาอย่างล้นหลาม   ในบางสถาบัน  โดยเฉพาะที่ผมคุ้นเคยเห็นแผนชัดเจนว่าต้องการรับนิสิตเพิ่มขึ้นทุกปี  ...  และกระบวนการของการเข้ามาก็ดูจะไม่เข้มข้นนัก  โดยเฉพาะการเปิดรองรับในระบบ "พิเศษ"  แต่พอเข้ามาเรียน  กลุ่มที่มาในโควตาปกติก็มาเรียนปนกับกลุ่มมาในระบบ "พิเศษ"  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจารย์ผู้สอนต้องปรับฐานนิสิตอย่างยกใหญ่ ...

........

การรับคนจำนวนเข้ามามาก ๆ   ผลพวงที่กระทบอย่างเห็นได้ชัดก็คือ  หอพักในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอที่จะรองรับนิสิต   โดยเฉพาะนิสิตชั้นปีที่ 1  ก็ไม่สามารถเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัยได้อย่างพอเพียง  หลายคนต้องออกไปอยู่หอพักข้างนอก  ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตอยู่ค่อนข้างมาก   ทั้ง ๆ  ที่ในระยะต้น ๆ นั้นการพักอาศัยในมหาวิทยาลัยมีความสำคัญต่อการปรับตัว, เรียนรู้ชีวิตใหม่อย่างมหาศาล ....

กรณีดังกล่าว  บางสถาบันถึงกลับไปกู้เงินจากเอกชนมาสร้างหอพักเพื่อรองรับนิสิต  จากนั้นก็เรียกเก็บเงินค่าหอพักส่งคืนให้เอกชนเป็นรายปี   รวมถึงการประสานหอพักภายนอกมหาวิทยาลัยเข้าสู่การเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัย  เพื่อให้นิสิตได้เข้าไปพักอาศัย  

กรณีหอพักเครือข่ายนั้น  มองในภาพรวมก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี   แต่ปัญหาตามมาก็คือ มาตรฐานที่ยังไม่เป็นไปตามนโยบายอันแท้จริงของมหาวิทยาลัย  ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็ขาดการติดตามประเมินอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

.............

ประเด็นการเปิดสอนเป็นวิทยาเขต  หรือศูนย์ตามจังหวัดต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิด   โดยเฉพาะการเปิดศูนย์ข้ามข้ามภูมิภาคนั้นเห็นได้ชัดว่าเริ่มที่จะ "ปักธง"  กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น   ยังผลให้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นก็พลอยลำบากกับกระบวนการแข่งขันนี้ไปด้วย

ศูนย์บางศูนย์ใช้โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดในการเรียนการสอน  ผมไม่ปฏิเสธเรื่องการเรียนรู้ด้วยตนเองในระบบต่าง ๆ  แต่ภาพพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้บริการห้องสมุดของผู้เรียนก็ดูจะไม่สมบูรณ์นัก

.........