นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ที่อาจารย์ภูคาติดตามอ่านบันทึก ซีรี่ส์ "ออกนอกระบบ" ของดิฉันมาโดยตลอด 

          และที่ดิฉันยินดีเป็นอย่างที่สุดก็เพราะ  อาจารย์เป็น "อาจารย์" ท่านแรกในมหาวิทยาลัยนเรศวร (ที่เปิดเผยตัว) ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

          ดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะว่า  แม้ระบบจะดี  ถ้ากลไก ฟันเฟืองเสื่อมสภาพ ก็ไปไม่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ผู้บริหาร" ระดับสูงของมหาวิทยาลัย  นี่เป็นสัจธรรม ไม่ว่าเราจะอยู่ในระบบราชการเหมือนเดิม หรือออกนอกระบบก็ตาม

          ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของประเทศไทยเรา ที่เป็นภาวะคุกคามของระบบการศึกษาก็เช่นเดียวกัน  ดูเหมือนจะยังมองไม่เห็นอนาคตที่สดใสภายในชั่วอายุของเรา (กระมัง) ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในระบบเดิม หรือออกนอกระบบ เศรษฐกิจก็ยังคงถดถอยต่อไป

          เพียงแต่....ระบบที่มีผู้รู้เพียรพยายามสร้างขึ้น (หลายสิบปีมาแล้ว) เพื่อฉุดคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ตกต่ำลงให้สูงขึ้นภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย  ก็คือ การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนั่นเอง

          ระบบที่ ออกแบบให้เราใช้เงินเท่าเดิม แต่สามารถคัดสรรคนดีดี  มีคุณภาพ  หรือให้กำลังใจคนดีดี มีคุณภาพ ที่ทำงานอยู่แล้ว ให้ทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น  โดยสามารถโละคนที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไปจากระบบได้

          ถ้าเราสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราขณะนี้ให้ดี  เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่ทำนายอนาคตได้  ไม่ว่าระบบประกันคุณภาพการศึกษา  ระบบการทำคำรับรองปฏิบัติราชการ  การปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของข้าราชการ  ระบบการเบิกค่ารักษาพยาบาลการเบิกค่าเช่าบ้านที่กลั่นกรองเข้มงวดมากขึ้น การจำกัดประเภทยาที่สามารถเบิกได้  ฯลฯ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้เราทราบว่า ในอนาคต  เงินเดือน สวัสดิการ  ค่าตอบแทนต่างๆ  จะได้รับมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของคนทำงานเป็นสำคัญ  เงินมีให้แต่กับคนทำงานอย่างคุ้มค่าเท่านั้น คนไม่ทำงานไม่อาจลอยนวลอยู่ต่อไปได้

          คนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ซึ่งมีอายุ อยู่ระหว่าง 45 - 55 ปี ในทศวรรษนี้  จะเป็นคนที่อยู่คาบเส้นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงเป็นธรรมดา ที่จะสับสน วุ่นวายใจ และบ้างอาจยอมรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง

          จริงอย่างที่อาจารย์กล่าวว่า  "การได้เงินงบประมาณสนับสนุนมาก ๆ ไม่ได้หมายความความจะทำให้การศึกษาดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด" 

          จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับผู้จัดการระบบ ในมหาวิทยาลัยนอกระบบ เพราะเขาจะไม่มีวันได้รับงบประมาณมากๆ มาบริหารงาน (นอกจากว่าเขาจะสามารถหาเองได้)  แต่เขาต้องมีวิธีการจัดการให้การศึกษาดีขึ้น (ทัดเทียมนานาชาติเสียด้วย) ภายใต้งบประมาณเท่าเดิม (ก็บอกแล้วงัยว่า.....ไม่น้อยกว่าเดิม)          

          ขอขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งที่เข้ามาให้ความคิดเห็น  ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือขัดแย้ง  ดิฉันคิดว่า ทุกถ้อยคำมีประโยชน์และมีคุณค่ามาก