สวัสดีครับคุณนิโรธ (คนข้างบ้าน)
เมื่อ ส. 01 ธ.ค. 2550 @ 12:34
.....จะคล้าย ๆ กับแนวคิดของเยอรมัน และอีกหลายประเทศที่ให้เรียนวิชาการแค่ครึ่งวัน แต่ให้ทำกิจกรรมตามความถนัดและสนใจของผู้เรียน นั่นเพื่อจะได้พัฒนาทั้งสติปัญญา อารมณ์ และสังคม ครูอาจจะเหนื่อยมากขึ้น แต่ผู้เรียนได้เต็ม ๆ เลยครับ
- ขอบคุณครับที่กรุณาแวะมาร่วม ลปรร
- ความคิดเห็นของคุณมีประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะตรงส่วนที่ผมยกมาข้างบน เป็นการเปรียบเทียบและยืนยันว่า "การศึกษาบ้านเรายังล้าหลังมากๆ" เพราะแม้ว่าโลกาจะภิวัฒน์ไปถึงไหนแล้ว การศึกษาไทยในปัจจุบันก็ยังไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อสัก 20-30 ปีให้หลัง กิจกรรมใดเคยจัดยังไง ก็ยังเป็นแบบนั้น ครูเคยเอาความเป็นครูบังคับเด็กยังไง ปัจจุบันก็ยังเป็นยังงั้น ในกระบวนการห้ามเด็กคิดเกินครูล่ะไม่มีใครเกินครูไทย ฯลฯ คุณว่าไหมครับ?
- ข้อด้อยที่สำคัญของการศึกษาไทย ก็คือ การที่ครูและโรงเรียนมักจะไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกกิจกรรมตามความถนัดและสนใจของตนเอง และมักจะเหมาเอาว่า "เด็กทุกคนจะชอบเล่นกีฬา" จึงให้ความสำคัญกับการกีฬาค่อนข้างมาก แต่ก็จะเป็นเฉพาะช่วงที่จะมีการแข่งขันเท่านั้น ไม่เป็นลักษณะของการส่งเสริมให้เด็กเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันปกติ หรือการเล่นกีฬาอย่างมุ่งมั่นที่ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองแต่อย่างใด
- "กีฬา" เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เด็กส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ทำ โอเคในส่วนที่เขาชอบเขาถนัดเราก็ควรให้โอกาสเขา และควรมีการจัดกิจกรรมแต่พอเหมาะพอควร ซึ่งหมายถึงว่าควรต้องให้ความสำคัญกับกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับกีฬาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กิจกรรมอื่นๆแทบไม่มีเลยอย่างในปัจจุบัน
- เรื่องกีฬาในส่วนที่ผมนำมาเขียน เป็นมุมมองที่ผมเก็บเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในทุกมิติมาหลอมรวมแล้วชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบระหว่างส่วนที่เป็นบวกและลบ โดยเก็บมาตลอดตั้งแต่เริ่มมีส่วนร่วมสมัยเด็กเป็นต้นมา ซึ่งก็พอสรุปได้ว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะเสียมากขึ้นอย่างที่ผมถ่ายภาพมาให้ดูนั่นแหละครับ
- ตลอดมาตั้งแต่เป็นนักเรียน จวบจนได้มาเป็นครู ผมเห็นเด็กเสียคน-เสียอนาคตเพราะกีฬามาเยอะ ยิ่งนักกีฬาชายที่หน้าตาดีด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสมาก มักจะเสียคนทั้งตัวเองและฝ่ายหญิง(หลายคน)ที่เข้ามาติดพันด้วย (คลิปวีดีโอนักเรียนหญิงรุมทำร้ายกันที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชน ส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจาก"ความเก่งและหล่อ"ของนักกีฬาครับ)
- ที่จริงผมเองชอบเล่นและบริหารจัดการการแข่งขันกีฬา(ตะกร้อ)มาตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น จะเล่นเกือบทุกเย็น บริหารจัดการลงขันกันกับเพื่อนๆซื้อวัสดุอุปกรณ์มาเล่นกันเอง ปีหนึ่งๆก็จะจัดการแข่งขันประลองฝีมือในวงกว้างสักครั้งสองครั้ง(ส่วนใหญ่จะจัดในช่วงงานประจำปีของวัด) และไปร่วมแจมในส่วนที่เพื่อนพ้องต่างหมู่บ้านจัดแข่งบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเอาเป็นเอาตายกับเรื่องแพ้ชนะ อย่างที่เห็นในบรรยากาศการแข่งขันระหว่างสถาบันการศึกษา (โดยเฉพาะในปัจจุบัน)
- สิ่งที่น่าวิตกที่สุดในปัจจุบันก็คือ การแข่งขันกีฬาในระดับต่างๆ กลับกลายเป็นกิจกรรมที่บ่มเพาะนิสัยคดโกงให้แก่เด็กโดยตรง ซึ่งมีต้นเหตุมาจากตัวครูเป็นสำคัญ มีให้เห็นทุกปีก็คือ"การโกงอายุ"
- อีกอย่างก็คือ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหน ระดับใด จะแก้ปัญหาเรื่องใด (แม้แต่ปัญหาที่กลัวว่าจะใช้เงินงบประมาณไม่หมด) ก็มักจะลงที่เรื่องกีฬา กีฬาจึงกลายเป็นเครื่องมือผลาญเงินไปโดยปริยาย
- ยกตัวอย่างเช่น "กีฬาต้านยาเสพติด" ของบางหน่วยงานที่มีชาวบ้านเป็นกลุ่มเป้าหมาย มีให้ทั้งเงินบำรุงทีม(เล่นเป็นไม่เป็นขอแค่ส่งทีมเข้าร่วม ได้ทั้งนั้น) เงินรางวัลการชนะหรือแพ้มีให้ตามลำดับ พอเสร็จกีฬาปุ๊บ ขอโทษครับคุณนิโรธ พวกฉลองถ้วยฉลองรางวัลกันอย่างเมามัน ล้มหมู ล้มวัว เหล้ายาปลาปิ้งขนกันมาเป็นชุดๆ ดื่มกินกันอย่างเอิกเกริก ลูกเล็กเด็กแดงมีส่วนร่วมเต็มที่ เมามายกันชนิดลืมคืนลืมวันกันไปเลย บ้างก็ติดลมออกไปต่อข้างนอก ผิดลูกผิดผัวผิดเมียกันจนเป็นเรื่องเป็นความมากมาย แล้วอย่างนี้ละหรือ "กีฬาต้านยาเสพติด" (กีฬาที่ว่านี้ ดูเหมือนจะเป็นนโยบายจากหน่วยเหนือ และมีการดำเนินการกันทุกตำบลทุกปี ใช้เงินตำบลละกว่า 100,000 บาทต่อครั้ง ผมว่าน่าเสียดายนะครับ ถ้าจะเอาไปกระตุ้นให้ประชาชนขยันทำมาหากินเพื่อความพอเพียง แทนการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามแบบนี้ น่าจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ)
- ฯลฯ
- ขอบคุณเป็นพิเศษอีกครั้งสำหรับคุณนิโรธ(คนข้างบ้าน) หวังว่าโอกาสหน้าจะได้ ลปรร กันอีกนะครับ
- สวัสดีครับ