อาจารย์ Thawat ครับ
เมื่อเราผ่านคลื่นลูกที่ ๔ ลูกที่ ๕ มาแล้ว เราก็พยายามแสวงหาส่วนที่ขาดให้กับมนุษย์-สังคม สิ่งที่ขาดหายไปนั้น เราตั้งคำถามกันอยู่เสมอ ว่าความสุขอยู่ที่ไหน...ไม่แปลกที่คนตะวันตกพยายามแสวงหาความสุขโดยหันหลังให้กับความศิวิไลซ์ที่ตอบสนองทุกสิ่งได้ ยกเว้นความสุข พวกเขาเสาะหา "ความสุข" ที่แท้จริงของชีวิต ในที่สุด "ความพอเพียง" ทำให้ของลดอัตราเร่งชีวิตในวิถีทุนนิยมช้าลง สบาย เบาๆโล่งๆ
ฉะนั้นวิถีตะวันออกอย่างพวกเราที่เน้น "ความพอเพียง" ถือว่าเป็นทุนให้กับตนเองในส่วนปัจเจก เป็นทุนให้กับสังคม ให้ภายนอกเข้ามาเรียนรู้ ...เชื่อมโยงไปสู่การออกแบบเรียนรู้ให้แก่ชุมชน แบบปราณีต (ผมสนใจคำนี้) กระบวนการสุนทรียสนทนา หรือกระบวนการใดก็ตามที่ให้โอกาสคนได้แสดงศักยภาพภายใต้การยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นสังคมเรียนรู้ ...อยากให้เกิดบรรยากาศแบบนี้
ส่วน "ดัชนีชี้วัดความสุข" เป็น Tacit Knowledge จริงๆครับ เพราะ "วิถี" การแสวงหา ความสุขนั้นต่างกัน หากใครสามารถมีความสุขแบบง่ายๆ สุขในท่ามกลางวิกฤต สภาพปัญหา องค์ความรู้อย่างนี้คือ "ทุน" ที่น่าสนใจมากครับ
พระมหากษัตริย์แห่งภูฏานตรัสในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (ปี 2515) ว่า "Gross National Happiness is more important than Gross National Product" แปลง่ายๆ ว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ สำคัญกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
คำตรัสของกษัตริย์แห่งประเทศเล็กๆ ในหลืบของหิมาลัย กลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะ "ความอับจน"ของการใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพื่อบ่งชี้ความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่ดีกินดีของคนนั้นมีปัญหาของมันอยู่ในตัวเอง ความสุขกับความเจริญทางวัตถุไม่ได้เดินควงคู่ไปด้วยกัน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ แต่แก้ไม่ตก เรื่องจีเอ็นเอชจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อภิปรายถกเถียงกันมาตลอดด้วยหวังว่าจะพัฒนาดัชนีชี้วัดออกมาให้ได้
ประเด็น "ดัชนีชี้วัดความสุข" น่าสนใจ น่าจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน Gotoknow เพื่อความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น
ขอบคุณอาจารย์ Thawat ครับ ที่ให้เกียรติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ