สวัสดีครับครูอ้อย

  • เมื่อวาน (4 ต.ค.) ผมผ่านไปห้อง ป.1-2-3 ซึ่งอยู่ในอาคารอเนกประสงค์เดียวกัน  เห็นบรรยากาศคล้ายๆกับที่ครูอ้อยเล่าในบันทึก  ผมเลยนั่งลงคุยด้วยทั้งกับครูและเด็ก เพียงประโยคสองประโยคที่คุยกัน  ก็ทราบว่า"เจ้าตี๋" จอมลุกลิกประจำชั้น ป.2 เจ้าเดิมเขาไม่ยอมสอบ ไม่ยอมทำอะไรเลย ครูให้สอบร้องเพลงชาติไทยหรือเพลงอะไรก็ได้ก็ยืนยิ้มเจื่อนๆเฉยๆ โดยเฉพาะถ้าเรามองดูที่ตาสองข้างอันไม่สามัคคีกันของเขาแล้ว  ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหนาวไปถึงหัวใจ เพราะเห็นแววของความกังวล ระคนระทึก ดูหวาดหวั่น ก้มหน้าสลับกับเบนหน้ามองครูและเพื่อนๆที่ยืนมุงดูอยู่สัก 2-3 คน  .....ครูประจำชั้นซึ่งปกติก็เป็นคนใจดีและเอาใจใส่กับเด็กทุกคนรวมทั้งเจ้าตี๋คนนี้ด้วยชนิดที่เรียกได้ว่าเกิน 100 ... พูดประโยคหนึ่งออกมาแบบอิดหนาระอาใจ(ชั่วคราว)ออกมาว่า "ตี๋เอ้ย...เมื่อไหร่หนูจะรู้อะไร ๆกับใครเขาบ้างน้อ...ลูก..."  ผมก็เลยหัวเราะ  เลยพูดเชิงหยอกๆกับคุณครูคนนั้น (หลังจากออกอุบายขออนุญาตให้เจ้าตี๋ไปไล่วัวชาวบ้านที่เข้ามากัดกินใผ่แล้ว) ว่า " มูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เจ้าตี๋ไม่ยอมรับรู้อะไรเป็นอะไรเอาซะเลยแบบนี้... ผมคิดว่า...คงเป็นเพราะพ่อแม่เขานั่นแหละที่ปิดกั้นการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด... เพราะแม้จะอายุ 7-8 ขวบแล้วแบบนี้  เจ้าตี๋ก็ยังไม่เคยทราบเลยว่า  พ่อแม่เขาเป็นใคร? ชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? หน้าตาเป็นอย่างไร?  ถ้าลึกกว่านั้นเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขา"เป็นคนไทยหรือเปล่า?"  เพราะทราบว่าเจ้าตี๋มีแม่เป็นคนกัมพูชาที่เอาเจ้าตี๋มาทิ้งไว้กับญาติของสามีตั้งแต่เจ้าตี๋เพิ่มลืมตาดูโลกใหม่ๆ ส่วนพ่อของเจ้าตี๋ (ซึ่งเป็นคนไทยและเป็นหลานห่างๆของผู้อุปการะเลี้ยงเจ้าตี๋ในปัจจุบัน) ก็ไม่เคยได้มารับรู้หรือรับผิดชอบใดๆกับผลผลิตอันด้อยคุณภาพที่เกิดจากความไม่ตั้งใจของตัวเองเลย  ทุกวันนี้เจ้าตี๋ก็เลยอยู่แบบไม่ใคร่ขีเป็นหลักเป็นแหล่ง บางวันก็เห็นรับใช้หลวงตาอยู่ที่วัด...เฮ้อ...  แล้วเราจะเอาอะไรๆใส่ลงไปในสมองของเจ้าตี๋ได้บ้างหนอเนี่ย....
  • ขอบคุณมาก...... สวัสดีครับ.....