- ซักประมาณสิบกว่าปีถึงยี่สิบปีก่อน ช่วงที่ผมสอนอยู่แถวๆสังขะ (และก่อนหน้านั้นด้วย) ผมจะมีโอกาสผ่านเส้นทางสังขะ-สุรินทร์บ่อยๆ สิ่งที่เห็นแล้วมันเขี้ยวทุกครั้งที่ผ่านก็คือ "แกลบ" ที่กองเป็นภูเขาเลากาในทุกๆโรงสีที่อยู่ข้างถนนสายนั้น
- ที่มันเขี้ยวเพราะเห็นคุณค่าของมันมาตั้งแต่จำความได้ เพราะแม่จะพาไปกรอกแกลบจากโรงสีเล็กๆในหมู่บ้านเกือบๆจะทุกวัน เพื่อเอาไปเทใส่ในคอกควายให้เจ้าควาย(โรงงานผลิตปุ๋ยประจำบ้าน) ทำการเหยียบย่ำผสมกับมูลและปัสสาวะของเขา อันเป็นวิธีการช่วยเพิ่มปริมาณของป๋ยคอกให้พอต่อการใช้ในไร่นาและการปลูกพืชผักต่างๆ รวมทั้งการปลูกแตงโมหลังเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งพอโตขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นหน้าที่ของเราโดยลำพัง ต่อมาก็มีน้องๆช่วยและโอนถ่ายภารกิจต่อๆกันจากรุ่นสู่รุ่นต่อไปเรื่อยๆ (ซื้อ-ขายนะครับไม่ใช่เอาฟรี) หลังๆมาเริ่มหาไม่ได้เพราะไม่พอกัน จึงต้องออกไปหาซื้อยังต่างถิ่นมาใช้
- แต่ที่โรงสีแถวที่ว่าสมัยนั้น แกลบกลับไม่มีใครสนใจ คิดอยากหารถมาใส่ไปขายก็ไกลจากบ้านเกินไปไม่คุ้มค่าน้ำมัน
- แต่เดี๋ยวนี้ไม่พอกัน โรงไฟฟ้าพลังแกลบเจ้าประจำทำสัญญาซื้อไปหมด ทำให้เกิดปัญหากับการผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพที่จันรม.... นี่แหละครับ ถ้าเราทำอะไรแล้วยังต้องพึ่งคนอื่นเนี่ย มันมีตัวแปรที่เราควบคุมยากแบบนี้แหละ
- อาจารย์ครับ เราพึ่งตนเองแบบอิงธรรมชาติกันดีไหม? ที่โคกเพชรใช้ใบไม้แห้ง ใบไม้สด(มีเครื่องย่อยก็ดี) ฟางแห้ง ผักตบชวา รวมทั้งปุ๋ยพืชสดเป็นวัตถุดิบตั้งต้น แล้วปล่อยให้ธรรมชาติเขาจัดการกันเองเป็นส่วนใหญ่ครับ
- ถ้าเป็นชาวบ้าน มีคอกวัวคอกควายอยู่แล้ว ก็ประยุกต์ใช้แบบที่ผมใช้เมื่อตอนเป็นเด็กก็น่าจะได้ผลพอๆกัน แถมประหยัดแรงการกลับปุ๋ยอีกต่างหาก (ใช้ EM ร่วมด้วยก็น่าจะได้นะครับ)
- สวัสดีครับ