สวัสดีค่ะคุณธรรมาวุธ
- เมื่ออ่านบันทึกนี้ สำหรับความรู้สึกและความนึกคิดของแหววจะบอกว่า "ใช่เลย" ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จากประสบการณ์ของตนเอง และทำให้คิดแบบนี้ คือรู้สึกดีขึ้น ลดการโทษคนอื่น และหันมาปรับปรุงตนเอง เป็นบทเรียนในการที่จะกระทำกิจต่อไปด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากบางครั้งผลของกรรมเก่า (คือผลของการกระทำที่แล้วมา) ก่อเหตุปัจจุบันที่ไม่ดีกับเรา ซึ่งทบทวนไปมาหลังจากโทษโน่น โทษนี่อยู่บ้าง เนื่องจากว่าตอนที่ทำ เราคิดว่าเราหวังดี ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เหนื่อยยากและทนทุกข์กว่าจะสำเร็จ แต่ทำไมต้องเจ็บปวดกับพฤติกรรมของคนที่มีต่อเรา...ใช้สติคิดดูให้ดีก็จะพบว่า ครั้งนั้นที่เราหวังดี แต่มันมิได้อยู่บนความต้องการของเขา อีกทั้งอาจสร้างความทุกข์ใจ เช่นทำงานหนักเพื่อองค์กร...แค่นี้ ก็พอผ่อนคลายและหายเป็นปลิดทิ้งว่า...ก็สมแล้วจากที่เราเคยกระทำไว้ ด้วยไม่ลึกซึ้งถึงใจคนเพียงพอ...ผลแห่งการกระทำให้ผู้อื่นทุกข์ใจ(ด้วยไม่ได้ตั้งใจ) นั้น..เขาก็ย่อมไม่ชอบเรา หรืออาจพาลโกรธเรา ไงล่ะ...(เมื่อสำนึกแบบนี้ได้ ไอ้ที่ตอนแรกหลงไปโกรธเขาอยู่ ก็จะหายไปเอง)
- ยังมีอีกหลายเรื่องหลายราว...สำหรับคนที่มิได้รู้เรื่องกรรมเก่าในชาติก่อนอย่างแหวว แค่ชาติปัจจุบันของชีวิตในแต่ละวันก็พบกรรม ในวงจรของทุกข์อยู่มากมาย โดยใช้หลักของอริยสัจจ์ 4 คือดูเหตุและผลแห่งทุกข์ ซึ่งก็จะพบว่ามันมีกรรมวนเวียนซ้ำซ้อน เป็นกงกรรมกงเกวียน (เพราะมันเหมือนล้อเกวียนไง) ที่หมุนต่อกันไปเรื่อย ไม่ขาดสาย
- นี่แหละความเข้าใจธรรมะ ภาษาบ้านๆ แบบ พื้นๆ ง่ายๆ ในชีวิตคนทำงานและยังไม่แตกฉานด้านธรรมะ...เพียงแค่พอเลี้ยงตัวไปวันๆ อย่างแหววไงคะ...อย่างน้อยก็ทำให้ลดโทสะ และมีความสุขในชีวิตที่มากขึ้นๆ ประสานงานกับผู้อื่นได้ดีขึ้นมากๆ ก็รู้สึกว่าคุ้มและพึงพอใจ เพราะ เราได้สร้างกรรมดีใหม่จากการที่ไม่มัวโทษผู้อื่นอยู่เรื่อย และไม่ใช่มัวรอรับแต่ผลของกรรมเก่า
ธรรมะสวัสดีค่ะ.