ผมเองก็เคยไปร่วมประชุม World Religions Congress 2000 :Dialogue

ที่กรุงวาติกัน ที่คริสตจักร เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเมื่อปี คศ.2000 

ผมเองได้รับคำเชิญให้ไปร่วมในฐานะเคยมีบทบาทร่วมเผยแพร่กิจกรรมทางศาสนาพุทธที่ต่างประเทศกับพระภิกษุไทย คือพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์ทอง สิริมังคโล ที่เม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา

 

บทบาทตอนนั้น ทางคริสตจักร โดยคณะกรรมการศาสนาสัมพันธ์โลกของกรุงวาติกัน ต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มผู้มีบทบาทเผยแพร่คำสอนของทุกศาสนา

 

มีการให้บุคคลที่เป็นตัวแทนจากศาสนาต่างๆในที่ประชุมพูด คนละ ๕ นาที โดยเขียนหัวข้อที่จะพูดและนำมาหย่อนลงหีบ

 

ในขณะนั้น ได้มีการใช้เทคนิคการพูดที่ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นวิธีเดียวกันกับสุนทรีย์สนทนาหรือปล่าว?

 

แต่การพูดหรือบทสนทนานั้น เท่าที่ผมสังเกตดูและมีส่วนร่วมด้วย จะมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

 

  ผู้พูดและผู้ฟัง มีจุดหมายหรือเป้าประสงค์ร่วมกัน เช่นคราวนั้น เป็นการชุมนุมของกลุ่มผู้ทำกิจกรรมทางศาสนาทุกศาสนาจากทั่วโลก และใช้ dialogue เป็นวิธีการสื่อไปหามวลชน

 

  dialogue ต้องใช้ทักษะในการพูด แน่นอนครับ แต่ที่ลึกไปกว่านั้น ผู้พูดต้องมีทั้งแก่นของเนื้อหาที่จะพูดคือมีความเข้าใจอย่างดีและที่สำคัญคือมีเจตนาที่ดีต่อผู้ฟัง คือสื่อสารออกไปด้วยความรักและความปรารถนาดี คือมีจิตเมตตานั่นเอง

 

  ผมสังเกตเห็นว่า คำพูดที่ทรงพลังที่สุดในขณะนั้น ไม่ได้มาจากผู้พูดที่มีอำนาจมากที่สุด แต่มาจากบุคคลที่เป็นศูนย์กลางแห่งความรัก เช่น ท่านดาไลลามะ และ Pope ที่เพียงแค่ปรากฏตัว โบกมือ ก็ทำให้ผู้คนน้ำตาไหลแล้ว และเมื่อกำลังจะพูด ทุกคนเงียบกริบพร้อมที่จะฟัง...

   ผมเห็น ศรัทธา สมาธิ เกิดในขณะนั้น มีจุดศูนย์กลางที่รวมกัน คือการสื่อสารระหว่างใจถึงใจ...การน้อมจิตลงฟังด้วยศรัทธา ด้วยบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ไปด้วยเมตตาน้ำเสียงงที่จริงใจ ถ้อยคำที่ง่าย ตรงออกมาจากใจและประสบการณ์จริงกล่อมเกลาผู้คนที่ยังมีจิตที่กระด้างอยู่ให้อ่อนลง...เกิดการรับฟังอย่างจริงจัง...ใคร่ครวญและเกิดปัญญาตาม  

ดังนั้น สุนทรีย์สนทนา น่าจะมีส่วนร่วมที่สำคัญ ระหว่างผู้พูด ผู้ฟังและสาระสำคัญที่จะสื่อออกมา ด้วยความรักและปรารถนาดีซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

 ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อนครับ