สวัสดีค่ะ ตามมาสมัครเป็นผู้ร่วมเดินทางสายเดียวกันค่ะ เลยได้อ่านอะไรดีๆจากท่านอาจารย์พิชัยด้วย ดีจังเลยค่ะ
สิ่งที่มากระทบในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนบททดสอบนะคะ ว่าที่เรากำลังฝึกฝนการเจริญสติอยู่นั้น เรากำลังอยู่ในขั้นไหน ใช้การได้หรือยัง ตัวเองสอบไม่ผ่านบ่อยๆค่ะ เมื่อรู้สึกว่าชักจะไม่ผ่านถี่ไปหน่อย ก็เข้าไปฝึกวิทยายุทธกับครูบาอาจารย์ให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้น
(อินทรีย์คือ การกระทำของผู้ที่เป็นใหญ่แก่จิตของตน)
พระคันธสาราภิวงศ์ได้เขียนไว้ในหนังสือโพธิปักขิยธรรม หัวข้ออินทรีย์ ๕ ท่านก็บอกว่าสติไม่มีความเกินพอดี เพราะที่จริงนักปฏิบัติต้องเจริญสติตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งหลับสนิท
ขอคัดข้อเขียนของท่านตอนหนึ่งที่น่าสนใจ หรืออาจเป็นแง่คิดแก่ผู้สนใจการเจริญสติค่ะ
"...ปัจจุบันบางท่านกล่าวว่า การเดินจงกรม การนั่งกรรมฐาน และการปฏิบัติธรรมในสำนักกรรมฐาน ไม่จำเป็น ให้มีสติตามรู้ในสิ่งที่กำลังทำ หรือกำลังคิดอยู่ก็เพียงพอแล้ว และปฏิบัติได้ทุกแห่งแม้ในที่ไม่สงัด อันที่จริง สติทีมีกำลังน้อยไม่ต่อเนื่องเพราะขาดความเพียร ไม่จัดเป็นอินทรีย์และพละในโพธิปักขิยธรรม (ได้พยายามหาคำแปล ประมาณว่าหมายถึง ธรรมอันนำไปสู่หนทางตรัสรู้ค่ะ) จึงไม่เป็นองค์แห่งการรู้แจ้ง การมีสติอย่างเดียวโดยไม่มีความเพียร เหมือนการรับประทานแต่เกลือโดยไม่มีอาหารอื่น เพราะสติเหมือนกับเกลือที่ปรุงรส ความเพียรและสมาธิเหมือนอาหาร ฉะนั้นผู้เจริญสติอย่างเดียวโดยปราศจากความเพียร ในการเดินจงกรม นั่งกรรมฐาน และทำอิริยาบถย่อย จะไม่อาจประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้"
ที่วัดท่ามะโอ ลำปางที่ตัวเองไปปฏิบัติมา เป็นโรงเรียนสอนพระด้วยค่ะ เท่าที่ทราบมา เป็นที่ผลิตพระที่ไปเป็นอาจารย์สอนตามโรงเรียนปริยัติธรรมทั่วประเทศ พระคันธสาราภิวงศ์นั้นศึกษาและบวชเรียนมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ที่ประเทศพม่า (ปัจจุบันอีกไม่กี่พรรษาก็จะ ๕๐ แล้ว) ท่านจึงมีความรู้ที่แตกฉานมาก และเป็นวิปัสสนาจารย์ที่เยี่ยมยอด อยากแนะนำให้ผู้สนใจทางนี้ได้อ่านหนังสือของท่านหรือได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านค่ะ