สวัสดีอีกครั้งครับ คุณหมอและหนูตุ๋ย

อาศัยที่ ณ ตรงนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันครับ :)

เรื่องของสติ เป็นสภาพกุศลแรกที่ผู้ฝึกการเจริญสติในการเดินทางสู่มรรคผล ต้องเรียนรู้

ดังคาถาที่พุทธองค์ทรงตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า...เอกายะโน ภิกขะเว มัคโค..

ดูก่อนภิกขุทั้งหลาย ทางสายนี้(การเจริญสติปัฏฐาน) คือทางสายเอก...แล้วตรัสอานิสงส์ว่าเจริญสติได้อะไร เช่น

ได้ความบริสุทธิหมดจดของกายและจิต ...

ได้ระงับความเศร้าโศกพิไรรำพัน ...

ได้ระงับทุกข์ทางกายและทางใจที่จะเกิดขึ้นภายหน้า 

ได้บรรลุอริยมรรค

ได้พระนิพพาน จบสิ้นทุกข์

แล้วทรงตรัสรับรองว่า นี่คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่

ทางสายเดียวที่นำไปสู่นิพพาน

(เอาเท่าที่จำได้นะครับ โดยไม่ต้องอ้างอิงที่มา )

ในเนื้อหา ก็คือทรงเกริ่นถึงอานิสงส์และที่มาของการเจริญสติปัฏฐานสี่ และทรงอธิบายต่อไปในรายละเอียดถึงหลักการเจริญสติในแต่ละฐาน

ซึ่งต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติครับ จึงเข้าใจ :)

ดังนั้น หลักการคือการเจริญสติให้ต่อเนื่อง เฝ้าดูพฤติกรรมทางกายและใจอยู่ตลอดเวลา เท่าที่ทำได้หรือเท่าที่ระลึกรู้ได้

เพราะคนเรามักเผลอสติและหลงลืมอยู่เสมอๆ

เมื่อเจริญสติไปได้ระยะหนึ่ง จะเกิดความเข้าใจในกระบวนการของการทำงานที่สัมพันธ์กันทั้งกายและใจ(รู้ขันธ์ห้า) สามารถแยกออกได้ว่า อะไรเกิดขึ้นทางทวารใด

และมีอาการอย่างไร มีผล มีทุกข์โทษอย่างไร

สติจึงเกิดการพัฒนา สำรวม สังวร ระวังขึ้น เพราะประจักษ์ในเหตุ(แห่งทุกข์) แล้วว่าหาก ขาดการเจริญสตินั้น กิเลสสามารถเกิดขึ้นในจิตได้ง่ายเมื่อกระทบกับอารมณ์

ดังนั้น ผู้ที่เจริญสติ จึงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง

จิต อารมณ์ ทวาร

เป็นตัวตั้งในการเจริญสติระยะต่อมา

คือการเฝ้าติดตามดูและติดตามรู้ อยู่เนืองๆ (อนุปัสสนา)

เมื่อสติเกิดขึ้นบ่อยๆและมีความต่อเนื่อง

การกำหนดรู้ในอารมณ์หนึ่งๆ ก็ชัดขึ้นมาก เรียกว่ารู้ชัด (สัมปชัญญะ) จึงเกิดขึ้น

ขณะนั้น เรียกว่าเกิด สมาธิ ด้วย

เพราะเป็นสภาพจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ในแต่ละขณะ แต่ละขณะ ในปัจจุบันขณะของการรับอารมณ์

สติ ที่ต่อเนื่อง จึงก่อให้เกิด สมาธิ

ดังนั้น ที่หนูตุ๋ย บอกว่า เมื่อกำหนดสติเฝ้าดูจิต กับธัมมารมณ์(ความคิด) ไประยะหนึ่ง จะเกิดอาการดิ่งๆ นิ่งๆ สงบขึ้นมา...คืออาการของสมาธิที่เกิดขึ้นครับ

(ขออนุญาต เอาเท่านี้ก่อนครับ วันหลังจะว่าเรื่องสมาธิต่อ)