สวัสดีครับ.....คุณนักศึกษาที่รักที่ท่านครับ ....ผมได้ไปเปิดดูวิสาหกิจชุมชนของกรมส่งเสริมแล้วครับ บ้านแควที่ว่าไปดูงานกันมาเป็นลักษณะคล้าย บ้านหนองกลางดง มาก การเขียนรายงานเรื่องวิสาหกิจชุมชน คงต้องอธิบายใหม่ครับ ที่ตอบไปแล้ว เป็นหลักการส่วนใหญ่ ซึ่งบางครั้งใช้ไม่ได้กับโรงงานอบลำไยแห้งที่คุณนักศึกษาไปดูมาครับ.........

หนึ่งตอบได้ว่า ลักษณะที่เข้าประเภทของวิสาหกิจชุมชนคือ ประเภทก้าวหน้าครับ แต่มีที่มาไม่เหมือนกับหนองกลางดง ........ครับ ...จะเล่าให้ฟัง

หนองกลางดง ก่อนหน้าปี 2545 ชาวบ้านปลูกสัปรดขายโรงงานอย่างเดียว ยังดีที่มีข้าวที่ปลูกเองไว้กิน ไม่อย่างนั้นชาวบ้านบ้านหนองกลางดง ต้องจำนำที่ดินของตนเองไปจนหมดแน่ครับ .....ปี 2543 หนองกลางดง ได้จัดตั้งสภาผู้นำชุมชน ของตนเองขึ้น เพื่อปรึกษาหารือปรับทุกข์ของหมู่บ้านชุมชน ว่าปัญหามีอย่างนี้ เราจะทำกันอย่างไร?  เริ่มด้วยทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นมาเพื่อได้ข้อมูลที่จริงขึ้นมา ปีที่สามเกิดเรื่องว่า ราคาสัปรดตกมากที่ราคาลูก 2.75 บาท ซึ่ง ต้นทุนการปลูกอยู่ที่ 4 บาท เพราะฉะนั้นชาวบ้านหลายที่ผ่านมา ทน.....ครับ หวังว่าปีหน้าที่ราคาสูงขึ้น

แต่บ้านหนองกลางดงไม่คิดอย่างนั้น เพราะมีตัวอย่างเช่นไปดูที่ไม้เรียงมาแล้ว เครือข่ายเกษตรกรรมธรรมชาติของภาคตะวันตกก็มีตัวอย่างให้แล้ว ก็ไปดูกัน...กลับมาส่วนหนึ่งไปทำไร่สัปรดด้วยเกษตรอินทรีย์ ลดต้นทุนในปีถัดมาถึงขนาดว่า ลูก 1.75 ก็ขายได้ ไม่ขาดทุน ครับ นอกเหนือจากนั้น สัปรดที่ไม่ได้ขนาดก็ขายไม่ได้ เพราะโรงงานไม่เอา ปล่อยทิ้งในไร่ไม่เก็บ เน่าไปเท่านั้นเอง .....มีกลุ่มแม่บ้านก็ทำเรื่องอื่นไม่คิดทำสัปรดกวน เพราะเบื่อ ทำอาหารหลายอย่างแล้วจากสัปรดเพื่อไม่ต้องซื้อจากข้างนอก นานไปก็เบื่อครับ...

....วันหนึ่งมีพ่อค้าใจดีมาถามว่า หนองกลางดงนี้ไม่ทำสัปรดกวนเหรอ ....แม่บ้านตอบว่า ทำไปทำไม่เพื่อทุกหมู่บ้านก็ทำกันเหมือนกันหมด สิ้นเปลืองเงินไปซื้อ แบแซ ซื้อน้ำตาล เปล่า ๆ ทำแล้วขายไม่ได้...ไม่คิดทำกันหรอก ไปถามหมู่บ้านอื่นเถอะ......

แต่สภาผู้นำบอกว่าน่าทำ เพราะเรามี "ทุน" ครับ สัปรดก็ไม่ได้ซื้อ ไปเก็บจากไร่ของแต่ละคนมา กลุ่มออมทรัพย์ให้กู้เงินไปซื้ออุปกรณ์  เครื่องมือ เครื่องใช้น้ำตาล แบะแซ กระดาษแก้วห่อ และถุงพลาสติด ทำครั้งแรกพ่อค้า สั่ง 1 ล้านบาทครับ ให้เสร็จภายใน 4 เดือน ส่งขายทุกปั้มบางจาก สมัยนั้น.....กลุ่มแม่บ้านทำงานกันทั้งวันทั้งคืน...เสร็จตามเป้าที่วางเอาไว้ ..พัฒนาการที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มแม่บ้านต้องไปเรียนรู้วิธีทำสัปรดไม่ใส่น้ำตาลมาก่อน ให้ได้สูตรก่อน แล้วไปสอนกลุ่มรอบ ๆ ตำบล เพื่อทันกำหนดเวลา ....ปัจจุบัน กลุ่มแม่บ้านกวนสัปรด มีรายได้แน่นอน เดือนหลายหมื่น สามารถประกันราคาสัปรดทิ้งในราคาลูก 2 บาท ถ้าปอกเปลือกมาแล้ว คิด 5 บาท ชาวบ้านยิ้มได้ เพราะราคานี้ประกันทั้งปี .....นี่คือวิสาหกิจชุมชนครับ ตอนนี้ถ้าไปชิมสัปรดกวนของหนองกลางดงแล้วอาจจะไม่คิดซื้อของที่อื่นก็เป็นได้ครับ.....

นอกเหนือจากนั้น ชาวบ้านจากเพชรบุรีมาซื้อสัปรด ลูกละ 2 บาทเหมือนกันไปให้วัวกิน เพราะว่าได้ทั้งน้ำและเนื้อ วัวตัวอ้วนพีครับ นอกจากนั้นอีก ประเทศตะวันออกกลางก็มารับซื้อ เนื้อที่หันเป็นชิ้น ในราคากิโล ละหลายบายครับ จากสัปรดที่ถูกกดราคา กลายเป็นสินค้าที่น่าสนใจของทุกฝ่ายไปแล้วครับ....ตอนหน้าตอบเรื่อง การจัดการการเงินของชุมชนครับ (ออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ครับ).........