การใช้คำรุนแรงด้วยคำพูด  เป็นความรุนแรงที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจมากครับ  โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ผมยอมรับว่า  มีคำพูดหลายคำที่ผมนึกไม่ถึงว่า  ผู้ใหญ่จะพูดออกมาเพื่อลงโทษเด็ก  ในขณะที่ผู้ใหญ่เองไม่ได้มีเจตนา  หรือคาดไม่ถึงว่า  คำพูดที่แสนธรรมดานั้น  จะเป็นการกระทำรุนแรงทางวาจา  ต้องไม่ลืมครับว่า  การรับรู้ของผู้ใหญ่เสียหายไปมากแล้วการรับรู้จึงไม่เร็วเท่ากับเด็ก

ผมแนะนำว่า  ควรหาโอกาสคุยกันระหว่างคุณครูและคุณแม่นะครับ  คุยกันดี ๆ ค่อย ๆ คุยกัน  จะได้ช่วยกันคลายแผลเป็นที่เกิดจากคำพูดนั้น  ที่เด็กไม่กล้าเล่าให้ผู้ปกครองฟัง  เพราะ “ครู” ในความรู้สึกของเด็กนั้น  คือผู้มีอำนาจครับ  หากปล่อยไว้  “เขาจะเชื่อจริง ๆ ว่าเขาโง่”  การเปลี่ยนโปรแกรมต้องให้คนพูด คือคุณครูเป็นคนแก้ไขครับ

เด็กสมัยนี้  อาจจะไม่เหมือนสมัยผมเป็นเด็กก็ได้  ผมได้รู้จักกับเด็กวัยหกขวบคนหนึ่ง  แต่พัฒนาการไม่ใช่เด็กหกขวบเลยครับ  เพราะลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก  มันเป็นบุคลิกของ “นางอิจฉาของละครช่องสามเป๊ะ”  ผมค่อนข้างแปลกใจ  เพราะผมไปเจอเด็กคนนี้ตอนแกหกขวบแล้ว  ผมเริ่มสังเกตก็เริ่มได้รู้ว่า  “แกถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวเสมอ ๆ” และสิ่งที่เป็นพี่เลี้ยงแกดีที่สุดคือ “ละครช่องสาม” ครับ  แต่แกดันไปถอดแบบ “นางร้าย” มาเสียนี่  จึงน่าเป็นห่วง

ครั้งหนึ่งผมสอนแกเล่นลูกบอลยาง  ที่ผมสังเกตว่าแกชอบมาก  ในขณะที่เล่าอยู่นั้น  มาคนมาสอบถามเกี่ยวกับแม่ของแก  ผมตกใจมาก  เพราะแกสามารถ “โกหก” ได้อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลย  แล้วยังหันมาถามผมอีกว่า “หนูพูดเก่งไหมคร?” ทำเอาผมนี้  ตั้งตัวไม่ทันเลยว่า  จะสอนแกอย่างไร  ได้แต่พูดว่า  “ทำไมต้องโกหก  ถ้าเราไม่รู้ก็ต้องบอกว่าไม่รู้  อย่าโกหก”  ผมพลิกตำราทันเท่านี้  เพราะประสบการณ์ตรงไม่มี  ผมจึงตัดสินใจทำโทษแกด้วย  “งดเล่นบอลสองวัน”  แล้วตั้งกติกาว่า  “ถ้าโกหกอีก  ครูจะไม่สอนเล่นบอลอีกหนึ่งวัน”

ผมได้แต่หวังว่า  แกคงจะชอบเล่นบอลมาก  จนยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  แทนที่จะหันไปหา “ละครช่องสาม” เหมือนเดิม

“รักในหลวง  ห่วงลูกหลาน  อย่าปล่อยลูกหลานดูทีวีตามลำพังครับ” หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอง  ก็ห้ามดูเกินวันละสองชั่วโมงนะครับ  มันทำให้ “สมองกลวง” หาหนังสือที่มีประโยชน์มาอ่าน  จะดีกว่าเยอะเลยครับ