นับวัน..เราจะใช้การบริหารแบบ "เอาตัวรอด" และใช้นโยบายแบบ "หลับหูหลับตา" ในสิ่งที่อาจารย์พูด..มันเป็นความจริงและหนักข้อมากขึ้น..แต่ไม่มีผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองคนไหนสนใจ แม้กระทั่งนายกฯ อยากไปสู่ 4.0 แต่ตอนนี้ 0.4 ก็ยังไปไม่ถึง..   "เอาตัวรอด" คือยึดติดตำแหน่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง นายกฯถอนใจ รมว.ก็เอามาเป็นนโยบาย รมว.รำพึงรำพัน สพฐ.ก็สร้างงานให้เขตฯ เขตฯ แทบไม่มีอะไรใหม่ ไม่เคยทำงานวิชาการอย่างจริงจัง เป็นแค่ไปรษณีย์รับมาแล้วส่งต่อ..... บางที..ก็คิดว่า..การศึกษาเป็นเช่นนี้ เป็นเพราะวางยากันไว้ให้เป็นประเด็นปัญหา..จะได้นำมาซึ่งงบประมาณ..คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ได้ง่ายขึ้น..   ในตวามเป็นจริง..ผู้บริหารโรงเรียน..สำคัญที่สุด ที่จะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง..โดยวิเคราะห์และบูรณาการการทำงาน ไม่จำเป็นต้องตามและเชื่อทุกเรื่อง..ตลอดจนไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหมด..   เราคิดผิดกันหรือเปล่า..บูชาและศรัทธาในนโยบาย..จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เข้าทางเขาจนสนองใครต่อใครในทางที่ไม่เหมาะสม.. ครูและผู้บริหาร..ต้องหันกลับมาทำเรื่อง "หัวใจ" งานออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่องและคิดคำนวณได้ เป็นปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่ทักษะพื้นฐานในทุกเรื่อง..  ในความยุ่งยาก มันก็เป็นความคุ้มค่า "ปัญหา"การเรียนรู้ และปัญหาสังคมจะลดลง เพียงแค่ไม่ทำตัวเป็น "เตีี้ยอุ้มค่อม" ไม่พร้อมแต่ก็ยังอยากได้รางวัล จัดอีเว้นท์กันทั้งปี มีกิจกรรมที่ไร้สาระกันตลอด..สุดท้ายก็หมดเวลา สอนไม่ทัน..กลับมาการสอนแบบเดิมๆ คือติวแล้วถีบหัวส่ง....  รัฐบาล..อยากให้เด็กคิดเป็น ..แต่ครูไม่มีเวลาให้หลักการให้เด็กคิด..ชาติบ้านเมืองจะเหลืออะไร..ถ้าอาชญากรเต็มบ้านเต็มเมือง.โีรงเรียนคุณภาพประจำตำบลก็คงช่วยไม่ได้..ถ้าไม่รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม..  ผมพูดจากที่สิ่งที่ผมเห็น ผมเน้นจากสิ่งที่ทำไม่เหมือนใคร ผมเป็น ผอ. เป็นครู และภารโรงในวันเดียวกัน..งานวิชาการทำเรื่องเดียว คือการอ่าน..ไม่ใช่โรงเรียนดีเด่น ไม่เน้นเหรียญทอง เอาใจลูกค้าคือ ผปค.มากกว่าจะไปสนใจ ผอ.เขต.ปัจจุบันเด็กเพิ่มขึ้น นักเรียนอ่านดีขึ้น..จึงเชื่อว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่คุณภาพไม่ต่ำ..พอดี และพอเพียง และไม่เป็นภาระของใคร..ครับ