คุณหมอรวิวรรณ และคุณชายขอบครับ ต้องขออภัยอย่างแรงที่เพิ่งสามารถเข้ามาตอบครับ ผมได้เข้ามาอ่านตั้งหลายวันแล้วด้วยความซาบซึ้งใจ แต่ต้องรีบไปทำงานต่างจังหวัดเสีย 3-4 วันครับ พอกลับมาก็เจองานติดพัน กระทั่งเพิ่งสามารถเข้ามาอีกได้ในวันนี้ครับ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยน ไม่เพียงรู้สึกเป็นเกียรติมากเป็นอย่างยิ่งที่เป็นท่านทั้งสอง ทว่าได้ปัญญา ได้ความกระจ่าง ได้แนวการทำงานส่งเสริมสุขภาพที่ผสมผสานมากเป็นอย่างยิ่ง
วิธีคิดที่คุณหมอรวิวรรณช่วยแสดงแง่มุมที่ช่วยเชื่อมโยงความรู้และกลวิธีที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นสำหรับการทำงานกับกลุ่มทางสุขภาพที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษนั้น นอกจากช่วยการคิดที่เป็นระบบแล้ว ทำให้ผมสามารถมีแนวเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกันจากอีกศาสตร์หนึ่งด้วยวิธีที่ง่ายและเชื่อมต่อกับเรื่องเดิมที่ผมพอมีฐานอยู่ ขออนุญาตนำไปใช้เพื่อเป็นตัวเชื่อมวิธีคิดและองค์ความรู้ทาง Art / Health Science และ Positive Social Psychology เลยนะครับ ดีจริงๆ และให้แรงบันดาลใจอย่างมากครับ
จากเมื่อครั้งลงไปช่วยเขาทำกระบวนการดังที่เล่ามาในบันทึกนี้ ก็ได้รับรู้จากผู้ป่วย อาสาสมัครจากผู้ป่วย อาสาสมัคร และคนทำงานของ กทม ว่าการรับยาและการกินยาให้ครบ ไม่เพียงมีปัญหาในกลุ่มเด็กกำพร้านี้เท่านั้น ในกลุ่มผู้ใหญ่ก็มีปัญหามากเลย ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องทางจิตสังคมมากเป็นอย่างยิ่ง...
หลายคนไม่ต้องการติดต่อขอรับยาหรือไปพบปะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครบ่อยจนเป็นที่สังเกต เลยไม่เปิดเผยตน ไม่ไปรับยาและทำให้การเข้าถึงยาจัดการยากมากขึ้น ไม่ค่อยอยากไปหาหมอหรือช่วยตนเองจนกว่าอาการจะทรุดหนัก ทั้งหมดก็เพื่อไม่ต้องการให้คนรอบข้างและชุมชนรู้ (แบบแผนนี้เด่นชัดจำเพาะในเมืองใหญ่อย่าง กทม ชนบทและต่างจังหวัดมากๆ หลายที่ ชุมชนสามารถยอมรับและร่วมกันดูแลญาติพี่น้องของตนเองได้) เพราะมันหมายถึงจะต้องตกงาน การบาดเจ็บทางจิตใจ และการบาดเจ็บทางจิตสังคม ขอบคุณมากอย่างยิ่งครับ
เรื่องการระดมพลังการวิจัยแบบสหวิทยาการและการบริหารจัดการแบบ Multi-Center Coordination ที่คุณชายขอบชวนแลกเปลี่ยน ก็คงต้องบอกตรงๆว่า อยู่ในกลุ่มที่กำลังเรียนรู้และพัฒนาทักษะทั้งของตนเอง ทีม และ เครือข่าย หลายเรื่องเชื่อว่าคงทำได้ไม่ดีเท่าที่คุณชายขอบและเครือข่ายทางภาคใต้ทำ แต่บางเรื่องก็ได้บทเรียนและเป็นฐานประสบการณ์เพื่อการริเริ่มสิ่งใหม่ๆให้ดีกว่าเดิมได้
มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่า วิจัยเป็นทีม เป็นเครือข่าย และเป็นสหวิทยาการนั้น เวลาทำอะไรได้ ก็จะได้ความรู้และการสร้างคนที่มีศักยภาพดีไปด้วย แต่พลังที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้.....
- ทีมและกลุ่มเป็นทั้งเครื่องมือวิจัยและกลไกบริหารจัดการแบบหลายโหนด
วิธีวิเคราะห์ ปฏิบัติการวิจัย และวางแผนขับเคลื่อนทุกจังหวะ ต้องใช้กระบวนการกลุ่มเป็นเครื่องมือ วัฒนธรรมกลุ่มและพลังความเป็นตัวของตัวเองสำคัญมาก แต่ทุกคนต้องปรับวิธีประชุมที่ไม่ใช่เรื่องธุรการ ให้เป็นเวทีกระบวนการ ซึ่งในที่สุดก็จะเหลือคนที่ทานทนได้ไม่มากนัก แต่ก็ใช้ได้ครับถ้าไม่เอาความสำเร็จที่วางไว้ในรอบแรกเป็นตัวตั้ง
- ถอดบทเรียน สร้างความรู้และยกระดับศักยภาพ และวางแผนกลับสู่วงจร
ผมใช้การถอดบทเรียน สังเคราะห์ข้อมูลบนเวที และวางแผนปฏิบัติการกลับเข้าสู่วงจรปฏิบัติใหม่ พร้อมกับเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการที่ลดภาระงานที่จะต้องทำต่อเนื่องนานๆ ให้เสร็จเป็นส่วนใหญ่ด้วยโจทย์ย่อยๆในเวที เป็นทางหนึ่งของการจัดการทีม จัดการความรู้ สื่อสาร และขยับกระบวนการที่ต้องประสานงานของหลายกลุ่มไปในตัวครับ
- คนต้องบูรณาการและเป็นนักประสานงานสหสาขาตั้งแต่ระดับปัเจก
คนประสานงาน ทีมเลขา ทีมผู้ช่วยนักวิจัย ต้องฝึกทักษะที่รอบด้าน พึ่งตนเองได้สูง มีภาวะผู้นำเชิงวิชาการดี ทำงานได้ทุกลูก
สามเรื่องนี้พอจะแลกเปลี่ยนได้ครับ แต่อื่นๆนี่ก็เรียนรู้เอาจากงานสนามล่ะเป็นดีที่สุดครับ ที่สุดแล้ว อยากจะบอกว่า จิตใจที่อดทน จริงใจ ซื่อตรง ไม่มีเลศนัย พร้อมเดินเข้าหา เปลี่ยนแปลงตนเอง และพร้อมจะแลกจุดยืนที่เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดแต่ไม่ก้าวร้าวรุนแรง.............ใช้หัวใจ ความจริงใจ และทอนตัวตนของตนลงให้ได้มากๆ อาจจะเป็นตัวช่วยที่ได้ผลดีที่สุดครับ
ในส่วนประเด็นการขับเคลื่อนและเครือข่ายเพื่อบริหารจัดการแบบสหสาขาในพื้นที่ของคุณชายขอบและเครือข่ายนั้น ศูนย์เครือข่ายที่เป็นศูนย์จัดการย่อยๆ ที่น่าสนใจเยอะนะ