สรุปจากทีมวิชาการ Chira Academy

14 มกราคม 2559

การศึกษาดูงาน ณ ชุมชนบ้านในวง อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง

การบรรยายสรุปเกี่ยวกับชุมชนบ้านในวง

โดย นายสมชาย ทิศกระโทก ผู้จัดการกลุ่มจัดการท่องเที่ยวบ้านในวง

ชุมชนบ้านในวง อำเภอละอุ่น แบ่งเป็น 2 ตำบล คือ ในวงเหนือ และในวงใต้ ตำบลละ 3 หมู่บ้าน ชุมชนในวงใต้ 70% ของประชาชนมาจาก 38 จังหวัดทั่วประเทศ มีคนพื้นที่ละอุ่นเดิม 2% ประชากร 99.9% นับถือศาสนาพุทธ

หมู่บ้านบุรีรัมย์ในชุมชนบ้านในวงมีประชากร 395 คน เป็นชาวอีสาน 390 คนซึ่งมาจากจังหวัดอื่นด้วย และอีก 5 คนเป็นชาวใต้ แต่คนส่วนมากมีพื้นถิ่นมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร

บ้านในวง เริ่มเป็นชุมชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 หรือ เป็นเวลา 20 ปีที่ก่อเกิดชุมชนมาจากผืนป่าล้วนๆ โดยเริ่มจากการปลูกกาแฟโรบัสตา 100% แต่เนื่องจากอากาศไม่หนาว กาแฟที่เคยมีราคากิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ตกลงเหลือแค่กิโลกรัมละ 8 บาท คนจึงเลิกปลูกกาแฟ แล้วปลูกผลไม้เพิ่ม เพราะมีกระแสผลไม้หลังสวนเข้ามาได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลองกอง ซึ่งปลูกเป็นพืชเสริมในระยะแรก ปัจจุบัน ทุเรียนมีประมาณ 70% ของพื้นที่ มังคุดมีเกือบ 20% และที่เหลือเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมันและหมาก ส่วนกาแฟปลูกน้อยลงทุกปี ผลไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือทุเรียน และทุเรียนตอนนี้ก็จะมีอายุมากขึ้น ก็ให้ผลผลิตมากขึ้น ชุมชนนี้ผลิตทุเรียน เป็นเกษตรปลอดภัยซึ่งใช้สารเคมีในอัตราปลอดภัย ต่างจากเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีเลย มีการรับรองแปลงจากกรมส่งเสริมวิชาการเกษตร มีการสุ่มตรวจความปลอดภัยของผลผลิต แปลงของนายสมชาย บุญเขื่องเป็นเกษตรปลอดภัย

การเกษตรทำให้ชาวบ้านพออยู่ได้ มีการทำในเรื่องการลดต้นทุน โดยใช้ชีวพันธุ์ที่เป็นธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยปรับปรุงสภาพดินเช่น ขี้วัว ขี้ไก่ การใช้ปุ๋ยพืชสด เลิกฉีดหญ้าด้วยยาดูดซึม แต่ใช้วิธีการตัดหญ้า ถ้าใช้ยาฉีดก็จะใช้ผลไม้เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ สัตว์ประเภทแทะ เช่น วัว แพะ หมู ไม่สามารถเลี้ยงปล่อยได้ ที่ชุมชนนี้ยังไม่มีปศุสัตว์

พื้นที่บ้านในวง (ของทั้งสองตำบล) มีประชากรทั้งหมดประมาณ 2,000 กว่าคน จำนวน 800 กว่าครัวเรือน

พื้นที่บ้านในวงดูเหมือนกับไข่ดาว ไข่แดงหรือพื้นที่ตรงกลางเป็นพื้นที่สปก. เนื้อไข่ขาวหรือพื้นที่ถัดออกมาเป็นพื้นที่ป่าสงวน จานหรือพื้นที่รอบนอกเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ แล้วนำส้อม 2 คันมาวางพาดก็คือถนนที่เข้ามา ฝั่งหนึ่งมาจากทุ่งตะโก เข้ามาผ่านเขาทะลุ เขาคาดแล้วมาถึงที่บ้านในวงเพราะเป็นตำบลชายแดน ทางทิศเหนือเป็นอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ถัดมาเป็นอำเภอหลังสวน ด้านหลังเป็นพะโต๊ะ

ลักษณะพื้นที่เป็นกระทะบนภูเขา อยู่ตรงกลางระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-300 เมตร พื้นที่สูงสุดอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 550 เมตร อากาศจึงเหมาะสมกับการผลิตผลไม้

ทุเรียนและมังคุดมีคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัดระนอง ทุเรียนมีพูเต็ม หนามเขียว หัวไม่จีบ

เฉลี่ยทั้งปี ราคาขายทุเรียนหน้าสวนเกือบกิโลกรัมละ 40 บาท ชาวสวนอยู่ได้สบาย ปัจจุบันนี้ ราคาขายทุเรียนหน้าสวนกิโลกรัมละ 125 บาท ถ้าไม่ใช่ช่วงฤดูกาล ฤดูกาลของทุเรียนคือช่วงกรกฎาคม-กันยายน ส่วนฤดูกาลของมังคุดคือช่วงสิงหาคม-กันยายน

ราคาขายมังคุดหน้าสวนเฉลี่ยทั้งปีกิโลกรัมละ 60 บาทต่อปี และมังคุดทั้งหมดของชุมชนบ้านในวงจะขายที่ชุมชนนี้เท่านั้น 70% ส่งออกไปยังจีน ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดคือหลังสวน มังคุดบ้านในวงออกช้ากว่ามังคุดหลังสวน จุดเด่นของมังคุดบ้านในวงคือ ผิวมัน ลูกโต หมวกเขียว เป็นที่ต้องการของตลาด

การเกิดท่องเที่ยวชุมชน ประชาชนในชุมชนบ้านในวงแม้จะมาจากหลายถิ่นฐาน แต่ไม่เคยมีคดีอาชญากรรม

ชุมชนนี้เป็นสองตำบลสุดท้ายของระนองที่ไม่มีแรงงานพม่า แต่ในชุมชนไม่ห้ามการนำแรงงานนอกพื้นที่เข้ามาใช้ ก่อนหน้านี้ ชุมชนนี้เคยมีข้อบัญญัติในธรรมนูญตำบล ชุมชนนี้มีกฎระเบียบคือมีธรรมนูญพลเมืองตำบลเป็นกฎระเบียบเดียวที่บังคับใช้ทั้งตำบล มีศาลเป็นของตนเองเรียกว่า ศูนย์ประสานงานการจัดการความขัดแย้งชุมชน ทำหน้าที่เป็นศูนย์ในการระงับข้อพิพาทของชุมชนที่เกิดในชุมชน เช่น เรื่องเขตแดน การแย่งน้ำ ไม่มีการขึ้นโรงขึ้นศาล อย่างมากเรื่องก็ไปถึงแค่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ แต่ก่อนจะไปถึงศูนย์นั้น ต้องผ่านศูนย์ดำรงธรรมหมู่บ้าน ศูนย์ดำรงธรรมตำบล ศูนย์ประสานงานการจัดการความขัดแย้งชุมชน ต้องผ่าน 3 ศาลในพื้นที่ก่อนจะถึงระดับสูง

ชุมชนนี้เกิดหลังหลายชุมชน จึงได้เรียนรู้บทเรียนจากที่อื่น และได้นำมาประยุกต์ใช้

อัตลักษณ์ของชุมชนนี้คือการตั้งบ้านเรือนแบบอีสาน สร้างด้วยไม้ มีหลังคาป้าน มีฝา ไม่ค่อยมีหน้าต่าง ตั้งบ้านเรือนตามแนวยาวของถนนในชุมชน เพื่อความสะดวกในการไปมาหาสู่ แตกต่างจากชาวใต้ที่ปลูกบ้านตามสวน

ชุมชนนี้ยังนำศิลปวัฒนธรรมมาอีสานมาสานต่อ เช่น ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ ประเพณีเลี้ยงผีปู่ตาบ้าน ประเพณีบุญข้าวเหนียว แต่ไม่มีประเพณีบุญบั้งไฟ เพราะอาจจะไปกระทบเกาะพยาม

ภาษาที่ใช้คือ ภาษาอีสานใช้สื่อสารกันระหว่างชาวอีสาน ภาษาใต้ใช้สื่อสารกันระหว่างชาวใต้และภาษากลางใช้สื่อสารกันระหว่างชาวอีสานและชาวใต้

ชุมชนนี้ใช้สาธารณูปโภค ได้แก่ น้ำประปาภูเขา 100% น้ำบาดาล (สำหรับบ้านที่มีทุน) มีการทำแหล่งเก็บน้ำฝน

สถานที่บรรยายเป็นศูนย์ประสานงานและศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับการศึกษาดูงานและรับรองนักท่องเที่ยว

ส่วนที่พักก็จะเป็นครัวเรือน บ้านชาวบ้าน ไม่มีแบบบ้านหลังเดี่ยว บังกะโล นักท่องเที่ยวจะพักภายในบ้านเดียวกับชาวบ้าน