วันที่ 8 พฤษภาคม 2558
การบรรยายหัวข้อ เครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬา...การบูรณาการสู่ความยั่งยืน
โดย นายพรหมโชติ ไตรเวช รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ถ้าทำงานเหมือนเดิม ประชุมเหมือนเดิม คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม แก้ปัญหาแบบเดิม
สิ่งเหล่านี้ทำให้อาจารย์จีระและทีมงานต้องมาคุยกับท่านว่า ถ้าเราอยู่กันแบบเดิม เรียนรู้แบบเดิม ทำแบบเดิม มีงบประมาณแบบเดิม อนุมัติงบประมาณแบบเดิม โกงกินกันแบบเดิม ก็จะเหมือนเดิม
ตอนนี้เรามาพัฒนาความคิด ความร่วมมือ สร้างแนวร่วม สร้างเครือข่าย
ควรสนใจความสามารถของคนที่อยู่รอบข้างเรา
ขอให้ดูตัวอย่างธุรกิจหรือไลออนส์ โรตารี ก่อนการประชุมจะมีการตั้งสัตย์ปฏิญาณตนว่า จะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อส่วนรวมและเพื่อตนเอง หลังจากนั้นได้เชิญผู้มีความสามารถมานำเสนอแนวคิด วิธีการที่เกิดประโยชน์ต่อพวกเรา แล้วมีการซักถาม คนบรรยาย นอกจากเก่งแล้ว ต้องทำให้คนฟังถามให้ได้ นำเสนอได้และแสดงความคิดเห็นได้ หลังจากนั้นจึงมีการประชุม เมื่อประชุมเสร็จแล้ว ก่อนกลับ ต้องทำการบ้าน
นี่คือสิ่งที่เอกชนมองคือกำไรและรายได้ ขอให้พยายามทำตามแนวทางนี้
อยากให้การหารือประชุมกันแบบนี้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวและความตื่นตัว
ผมตั้งใจมาฟังท่าน และดูว่าสามารถจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง
โครงการที่เป็นสิ่งจำเป็น ทำแล้วสำเร็จ เกิดผล สร้างรายได้ เกิดคุณภาพชีวิตกับประชาชนได้
กลุ่มที่เสนอดี ก็มีแนวทาง
อย่าเพิ่งไปมองว่าจะได้รับอนุมัติงบเท่าไร
ถ้าเก่งจริงและกล้า ก็ควรจะของบ
โครงการถาม 3 ข้อ
1.ทำแล้วเกิดประโยชน์อะไร
2.ประโยชน์นั้นไปสู่ใคร
3.คนในชุมชน และประชาชนเห็นด้วยหรือไม่
สิ่งที่สำคัญคือทำโครงการแล้วขัดแย้งกับผู้อื่นหรือไม่
ถ้าตอบได้ มีเหตุผล คณะกรรมการที่ประชุมเห็นว่า ดี ก็ได้รับงบเลย
เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นจริง ไม่ได้เขียนโครงการดี หรือเด่น หรือให้อาจารย์มาเขียน แต่เกิดมาจากประสบการณ์ในชีวิต
ไม่ต้องเขียนโครงการ แต่พูดออกมาได้เลย
โครงการเป็นอุปกรณ์เล็กๆ ที่ทำให้ได้รับการอนุมัติ แต่แนวทางเป็นโครงสร้างที่น่าจะทำอย่างต่อเนื่อง
การที่ทีมงานดร.จีระมาถ่ายทอดแนวคิด ก็อยากให้ท่านคิดนอกกรอบว่า เราจะรู้จักคนอื่นได้หมด รู้จักงาน หน้าที่ ตำแหน่ง ประโยชน์ของเพื่อน
นี่เป็นเวทีที่ทำให้เกิดการรวมตัวคน 4 กลุ่ม เป็นของแท้ ได้แก่ ข้าราชการ นักวิชาการ เอกชนและภาคประชาชน
ตอนนี้ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภูเก็ตสร้างวิทยาลัยการท่องเที่ยวนานาชาติ สร้างเพื่อเข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น ต้องการดำเนินการท่องเที่ยวระดับโลก ภารกิจคือส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนไปสู่ระดับนานาชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวตั้งแต่โฮมสเตย์จนถึงโรงแรมห้าดาว หกดาว
กล้าทำเพราะทราบว่ามีองค์ประกอบขององค์กรครบ ควรใช้องค์การที่มีการศึกษาดีมาช่วยสานต่อจากต้นน้ำไปปลายน้ำ
อีกแนวคือประโยชน์ลงตัว ทุกคนต้องการได้รับผลตอบแทน การตกลงแนวราบสำคัญ คือสามารถติดต่อกันโดยตรงได้ ไม่ต้องผ่านคนกลาง เช่น อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อยากไปล่องเรือเที่ยวถ้ำที่กระบี่และพังงา ก็ติดต่อที่กระบี่และพังงาได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย อย่างนี้ช่วยได้ เป็นธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน
ในกลุ่มพื้นที่อันดามันและอ่าวไทย ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 18% ต่อปี
สิ่งที่เกิดขึ้นคราวนี้ก็คือ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทย 26.8 ล้านคนมาอยู่ในกลุ่มอันดามันประมาณ 7 ล้านคน อ่าวไทยมีประมาณ 6 ล้านคน รวมแล้ว 13 ล้านคนซึ่งถือเป็นครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งหมดจากทั่วโลกที่มาประเทศไทย
นักท่องเที่ยวทุกระดับอยู่ในประเทศ แต่จะไปดักตรงไหน เพราะประเทศอื่นก็ดักกันหมด บางทีก็ดักตั้งแต่เดินทางมาจากต่างประเทศเลย ไล่มา ก็หาประเทศไทยไม่เจอ ตั้งแต่โรงแรม ที่พัก ร้านอาหารรถยนต์เป็นของต่างประเทศทุกอย่าง
ต้องอ่านให้ออกว่า ตลาดของไทยยังไม่ตัน
นักท่องเที่ยวมาโดยบริษัททัวร์มีเหลือเพียง 18% เท่านั้นไม่ถึง 20%
คนอีก 10 ล้านคนมาโดยตรง
เราไปหลงกับคำว่า ท่องเที่ยวแบบบริษัททัวร์
ตอนนี้มาเป็นกลุ่มเอง กึ่งทัวร์ ไม่ต้องมีผู้นำการท่องเที่ยว แต่จัดเส้นทางการท่องเที่ยวเอง
ในการประชาสัมพันธ์ต้องมองว่า ทำตรงไหน ทำอะไร ทำอย่างไร เป็นสิ่งแรก
อย่านำพฤติกรรมเรามาใส่ ต้องเรียนรู้ว่านักท่องเที่ยวชอบอะไร
สิ่งที่พบคือนักท่องเที่ยวไม่ชอบสิ่งที่เราทำ
นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศมาแตกต่างกัน อาหารการกินก็ไม่เหมือนกัน การนั่งเรือก็ไม่เหมือนกัน ไม่ชอบนั่งรถปรับอากาศ แต่ชอบนั่งรถกะบะ ภูเก็ต สองแถว พังงา กระบี่ นี่คือสิ่งที่เขาอยากเห็น
เพราะฉะนั้นบางอย่างที่ดีอยู่แล้ว ก็ควรใช้มัน
ท่องเที่ยวชุมชนที่ได้ค่าตอบแทนมากที่สุดที่มีการจดบันทึกไว้
อันดับหนึ่งคือ บ้านถ้ำผึ้งปีละ 124,000 คน จดรายละเอียดว่านักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมอะไร ผู้ใหญ่บุญธรรมพูดว่า คนที่มาทุกคนอยากจะมาดูน้ำผุดโผล่ แต่ตอนนั้นหมู่บ้านไม่รู้ทำอะไร แถมไม่ให้ลงไปพอกโคลน เขาสร้างเรื่องเล่าคุยแลกเปลี่ยนกับนักท่องเที่ยวชั่วโมงครึ่ง มีการตอกไม้ให้ดูชั่วโมงครึ่ง ถือว่าเป็นของดี สร้างเรื่องราวเป็น มีสื่อประกอบคือผลไม้
บ้านเรือนเป็นแบบเดิมแทบจะไม่ได้ตกแต่งอะไรเลย มาตรฐานโฮมสเตย์ที่มีอยู่ดี แต่นักท่องเที่ยวต้องการอยู่แบบชาวบ้าน บางครั้งมาตรฐานก็ไม่ใช่คำตอบ แต่อยู่ที่รสนิยม
สำคัญที่ว่า ในหมู่บ้านแห่งนั้นมีความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง
อัธยาศัยสำคัญเป็นอันดับที่สอง
และที่สำคัญคือ เอกลักษณ์ท้องถิ่น
มีแค่นี้ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยว 124,000 คน
อีกชุมชนหนึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ เกาะยาวน้อย ได้ดีเพราะแบ่งกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นธุรกิจ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มชุมชน แต่ทั้งสองกลุ่มใช้วิธีการเดียวกัน ได้นักท่องเที่ยว 180,000 คนต่อปี
สิ่งที่ได้ดูคือควาย และปลักควาย สาเหตุที่ต้องดูคือ ภาคใต้ ภูเก็ตเหลือ 7 ตัว แต่ที่เกาะยาวน้อยมี 600 กว่าตัว เวลาหน้าแล้ง ก็ขึ้นไปอยู่บนภูเขา กลายเป็นควายภูเขา พอฝนมา ก็กลายเป็นควายปลัก
ตอนนี้ทำใหม่ ปลูกข้าว มีโรงแรมราคาแพงแต่มีวิถีชุมชนอยู่ใกล้ๆ ซึ่งได้ตกลงว่า ถ้าจะสร้างตึกก็ต้องไปที่อื่น โรงแรมขนาดใหญ่ ยินดีช่วยอบต. ห้ามสร้างตึก ถ้าสร้างตึก โรงแรมจะเสียหาย ทำโดยตกลงเป็นประชาคม มีความร่วมมือยอมลงทุนซื้อรถ เพื่อตัดปัญหาเรื่องการแย่งชิงลูกค้า ไปเยี่ยมกลุ่มที่ไม่มีค่าตอบแทนที่ขายได้ต่อไป นั่นคือสัญญาประชาคม
แต่สิ่งหนึ่งที่ชุมชนขอคือ ชาวบ้านต้องนำอาหารใส่ปิ่นโตมาสำหรับมื้อแรก เป็นการตรวจคุณภาพอาหาร และได้รับคำชมเชยเมื่อมีคุณภาพมาก หลังจากนั้นจึงให้นักท่องเที่ยวเข้าไปอยู่ในบ้าน
กติกาคือ เมื่อกลับ ทุกคนต้องมาส่งลูกค้าที่ท่าเรือ ถ้าใครไม่ส่ง ครั้งถัดไปก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รับลูกค้า เพราะเขาจับความรู้สึกของนักท่องเที่ยวได้ นักท่องเที่ยวต้องการความประทับใจตั้งแต่แรกพบ ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ลดเลือน สิ่งที่ผูกพันที่สุดคือจดหมายที่มีส่งกลับมายังครอบครัว สิ้นปีมีการส่งจดหมายกลับ ลูกค้ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 24,000 คน เพิ่มเป็น 170,000 คน แม้จะมีบ้านแค่ 14 หลัง แต่ลูกหลานก็ได้ไปเรียนต่างประเทศ เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นข้าราชการหรือหน่วยงานที่สามารถให้ความช่วยเหลือสนับสนุนได้
การท่องเที่ยวชุมชนเป็นรูปแบบแรกต้องใช้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตเป็นหลักสำคัญ
เราควรใช้ธรรมชาติสามัญมาเป็นแกนหลักแล้วนำความรู้มาเสริมเข้าไป
การของบประมาณ ไม่ใช่เรื่องยาก
การท่องเที่ยวโดยภาคประชาชนได้เงินมากกว่าการท่องเที่ยวภาคเอกชน
ควรนำโครงการของแต่ละจังหวัดและพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จมาศึกษา
ศ.ดร.จีระ พูดอยู่ 3 ประโยคสุดท้าย
ควรใช้กุญแจความสำเร็จคือ ทำด้วยตนเองก่อน ถ้าทำไม่ได้ก็ถามเพื่อน อาจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
สิ่งที่ทำต่อไปคือ ต้องหาเป้าหมายให้เจอ ตั้งสติ จะทำให้มีปัญญา
เมื่อคิดจะทำอะไรแล้ว ต้องมองให้รอบตัว โดยหากลุ่มเพื่อนเพื่อให้เกิดพลังและความร่วมมือ ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องไม่ยาก
การทำงานต้องหนักเอาเบาสู้ เข้าหาประชาชน จะได้ทราบปัญหาของประชาชน
หลักการทำงานต้องนำหลักการพัฒนาชุมชนมาใช้
อย่านำหลักการสังคมสงเคราะห์มาใช้มากเกินไปเพราะจะได้ระยะสั้นแต่เสียระยะยาว
ต้องมีการทำงานผสมงาน ผสานใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา
แต่เวลาทำงานกับภาคประชาชน ต้องทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจและใจรัก จะทำให้ประสบความสำเร็จ
ในส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมการท่องเที่ยว ผมร่างแผนยุทธศาสตร์ปีค.ศ. 2020
แต่เน้นคิดเพื่อประชาชน
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องทำงานร่วมกับ 8 กระทรวง 48 หน่วยงาน รวมทั้งสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การทำงานต่อไปจะใช้งบประมาณการท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นงบกลาง ซึ่ง 8 กระทรวง 48 หน่วยงาน ต้องวางแผนร่วมกัน การพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นการพัฒนาการแบบบูรณาการเป็นพวงองุ่น คือช่วยกันทำแล้วได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย
ถ้าทำงาน ก็ต้องมองเห็นภาพรวม แล้วนำส่วนต่างๆมาช่วยกันทำ มองเป้าหมายสุดท้ายร่วมกัน นำขั้นตอนต่างๆมาจับร่วมกัน
ทุกจังหวัดมีโครงการ เวลาที่จังหวัดหนึ่งคิดเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ถ้าทำเองฝ่ายเดียว ก็ได้แค่ข้างเดียว ถ้าขอให้เอกชนทำ จะได้ทราบว่าเขาคิดอะไร ถ้าทำร่วมกันได้ ก็จะดี สิ่งที่ตรงกันสามารถเชื่อมโยงกันได้ ประหยัดงบไปอีกแบบ
เวลาที่นโยบายรัฐส่งให้มา ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบนโยบายกำจัดขยะ ก็สามารถรับได้ทันทีเพราะเป็นนโยบาย งานแบบนี้ เวลาเสนอทำให้ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
โครงการย่อยๆ เราก็ทำเองได้ เพราะแต่ละหน่วยงานมีเงินปกติของตนเองอยู่แล้ว
แม้กรมการท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานเล็ก แต่มีงบประมาณมาก
เราก็ต้องทำงานร่วมกับหลายๆฝ่าย
งบท่องเที่ยวและบริการ สถาบันการศึกษาสามารถจะของบผ่านหน่วยงานตนเอง งบนี้เป็นงบฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร ไม่ใช่วิจัย เพราะวิจัยก็มีอีกงบประมาณหนึ่ง
ตอนนี้เสนองบประมาณ 300-400 ล้านบาท
ส่วนงบวิจัยตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท วิจัยเพื่อการมีส่วนร่วม
ต้องมีการแบ่งปันข้อมูลกัน สถาบันการศึกษาก็จะทำงานร่วมกับประชาชนได้
ในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีแผนงานเชิงนโยบาย 2-3 แผน
1.สนามบินที่ยึดโยงการท่องเที่ยว เช่น สนามบินภูเก็ตสามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งขาลงและขากลับ ขณะนี้อยู่ที่ 11 ล้านคน จะปรับเพิ่มเป็น 18 ล้านคนต่อปีในปี 2560
นักท่องเที่ยวอีก 7 ล้านคน จะรองรับอย่างไร
โรงแรมที่พักตอนนี้เกิน 30% เพราะฉะนั้นโครงสร้างต้องเปลี่ยน เพราะตอนนี้มีโรงแรมมากเกินไป
ขณะเดียวกัน จะพยายามกระจายตัวออกมาทางภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง ระนอง แล้วข้ามไปฝั่งอ่าวไทย ที่นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานีและชุมพร จะจัดเส้นทางใหม่ รวมทั้งทางรถไฟ
สิ่งที่สำคัญคือ ภูเก็ตจะมีน้ำจากเขื่อนมาเพิ่มภายใน 3 ปี ควรจะวางแผนเรื่องเส้นทางได้แล้ว
เราพยายามแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทาง ทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวอีก 7 ล้านคนจะมาอย่างไร
การบริหารท่าอากาศยานที่กระบี่และตรัง ตอนนี้กำลังเพิ่มเครื่องบินให้จาก 12 เป็น 24 เที่ยวต่อวัน คิดเป็นหนึ่งเท่าตัว
ในกรณีเกิดปัญหาสนามบินภูเก็ตรองรับคนเกินศักยภาพ ตอนนี้เครื่องบินลง 3 นาทีต่อลำ จะใช้สนามบินตรังเป็นสนามบินสำรอง
ในการข้ามฝั่ง ต้องโครงการเชื่อมต่อสองฝั่งมหาสมุทรให้มากๆ
การขยายท่าเรือใหญ่ ตอนนี้ภูเก็ตตกลงแล้ว่าเรือที่อ่าวขาวจากเดิมที่มีเรือ 60 เที่ยวต่อปี จะจอดเรือเพิ่มวันละ 1 ลำ นักท่องเที่ยวทางเรือจะมาจากอิตาลี อ้อมมาทางอ่าวไทย อีกเส้นทางมาจากญี่ปุ่น เพราะได้มีการตกลงกันไว้ มีเรือขนาดใหญ่ 4 ลำ มีเรือนิปปอนมารุมา จุได้ 2,500 คน
ในขณะเดียวกัน จะมีการขยายท่าเรือที่จังหวัดกระบี่ เปลี่ยนจากท่าเรือน้ำลึกขนสินค้าหนักและถ่านหินซึ่งมีปัญหามาก แล้วนำเรือท่องเที่ยวมาลงแทน เมื่อลงเรือ ก็มีอาหารมากมายลงไปในเรือมหาศาล มีการเปลี่ยนถ่ายเรื่องอาหารการกินและเครื่องใช้
โรงแรมจะขาดแคลนคน เพราะเรือใช้พนักงานมาก มหาวิทยาลัยต้องผลิตคนเพิ่ม
การท่องเที่ยวแบบกลุ่มเฉพาะเริ่มมีการขยายตัวมากขึ้น
การท่องเที่ยวภาคประชาชนได้เปรียบเพราะไม่ต้องลงทุนมาก ควรจะสร้างกิจกรรมให้น่าสนใจแล้วหารือร่วมกับภาคเอกชน
บ้านแขนงรับการท่องเที่ยวได้ทุกแบบ เอกชนทำการท่องเที่ยว แต่นำคนชุมชนอยู่มาแสดงวัฒนธรรมให้นักท่องเที่ยวชม ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวมา ก็กลับไปบ้านเลี้ยงลูกหลาน นี่คือรูปแบบที่ปรับตัว
แต่บางแห่งทำเป็นอาชีพ ต้องมีคนนำไป
ตอนนี้นักสื่อภาษาที่ดีเป็นที่ต้องการ มีป้ายภาษาต่างๆ ก็ทำงานได้ เพราะนักท่องเที่ยวไม่ต้องการให้คนพูดมาก เขาต้องการไปถ่ายภาพ สัมผัส มีส่วนร่วมในกิจกรรมในชุมชน เช่นงานบุญที่มีคนแต่งกายแบบพื้นเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวอยากได้ชุดพื้นเมือง เพราะสวย
นี่คือความรู้ภูมิปัญญา
ส่วนอาหารการกินก็ชนะเลิศอยู่แล้ว
ทุกภาคส่วนทำได้แต่ต้องเกิดการเรียนรู้
งานทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยทุกคน
ผมมองเห็นคุณค่าของภาคประชาชน ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ
อยากให้ท่านได้ดูแลสังคมของเราในแต่ละพื้นที่ เป็นเครือข่ายซึ่งกันและกัน
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นหน่วยงานทางวิชาการที่พยายามนำความต้องการนี้มาพัฒนา
อาจารย์เหล่านี้สอนให้กับคนไทยและอาเซียน สามารถปรับระดับได้ตลอดเวลา นี่คือวิทยากรภูมิปัญญาที่รู้จริง เข้าใจเพราะได้สัมผัสชุมชนมา
ขอขอบคุณพี่น้องภาคใต้
งานทำสำเร็จแล้วก็ต้องทำอย่างต่อยอด อย่าหยุด
ท่านเป็นตัวหลัก ผมเป็นตัวเสริม ถ้าทราบว่าท่านทำอะไร ก็จะได้ไปช่วยเหลือท่าน
แม้บทบาทหน้าที่จะเป็นอย่างไร แต่หัวใจก็ยังเป็นของท่าน
ขอบคุณมากครับ