สรุปการบรรยายหัวข้อ

Idea Reflection.. มุมมองจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อพัฒนา กฟผ. แบบยั่งยืน

โดย คุณประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน ตัวแทนจาก EADP 8

คุณภัทรกฤช เตชะศิกานต์ ตัวแทนจาก EDAP 9

คุณศานิตย์ ด่านศมสถิต ตัวแทนจาก EADP 10

ศ.ดร.จีระ: อยากให้ทั้ง 3 ท่านมาเล่าประสบการณ์ และก่อนอื่นอยากให้ทราบว่ารุ่นนี้ไปเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ขอให้มีการแสดงความคิดเห็นกัน อยากให้ทั้ง 3 รุ่นเล่าถึงสิ่งที่จะได้ บางประเด็นอาจจะประทะทางปัญญากัน

คุณศุภวัส: ย้อนบรรยากาศ 3 ปีที่แล้ว เป็นอย่างไร

คุณประเสริฐศักดิ์: หลักสูตรอ.จีระ ดีมาก วิทยากรที่นำมาให้ความรู้ดีมากเช่นกัน การเปลี่ยนนิสัย หรือบุคลิกภาพ ใช้ได้แค่ 2 อาทิตย์ อบรมแล้วเมื่อกลับไปก็กลับมาเป็นอย่างเดิม

เรื่องการไปที่บัลวี ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีเรื่องนี้ มีการคุยกันว่า เรื่องสุขภาพมีความสำคัญมาก

เรื่อง Line group ดีมาก ทำให้เกิด Social network ขึ้น และติดต่อกันได้เร็วกว่าการติดต่อกันทางบันทึก

คุณภัทรกฤช : เดิมทำงานอยู่ในภูมิภาค เข้ามาอยู่ส่วนกลางตั้งแต่ปี 50 และขึ้นมาเป็นฝ่ายปี 58 การอบรม EADP ได้ข่าวมาว่าต้องส่งการบ้านทางwebsite ทุกวัน ต้องเจอเพื่อนหลากหลาทั้งฝ่ายต่างๆ มีเครือข่ายมากขึ้น สามารถติดต่อไลน์และขอความร่วมมือต่างๆได้

หลักสูตรนี้เข้มข้น แต่น่าจะทำระดับแผนกเพื่อที่จะเป็นพื้นฐานด้วย

ดร.จีระ: อยากเห็นความร่วมมือของแต่ละรุ่น หากไลน์เชื่อมกันได้ตั้งแต่รุ่น 8-11 จะดีมาก ขอเป็นตัวเชื่อมของหลักสูตรตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ให้ความรู้กระจายไป

ถ้าสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ห้องได้ ต้องคิดเรื่องการสร้างการเรียนรู้ให้ชุมชนด้วย หากเราขาดการต่อเนื่อง และยังเป็น silo base ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จยาก

คุณศานิตย์: เป็นลูกศิษย์อาจารย์ต้องหัวไว EGAT เป็น line function เป็น silo base การทำหลักสูตรมา 11 ปี ทั้งเรื่อง 3 V เรื่องการทำต่อเนื่อง การใช้กฎระเบียบในการทำงานเป็นข้อดี ทำให้พนักงานมีหลักในการทำงาน

แต่บางครั้งก็ทำให้พนักงานหรืองานช้า คนที่ทำงานไม่สนุก ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

การไปบัลวี อาจารย์สอนให้เราเห็นคุณค่า และทำชีวิตที่เหลืออยู่มีความหมาย ทั้งตัวเองและองค์กร

การสร้างคุณค่าที่ทำให้องค์กรอยู่ที่ใจ เราได้ความรู้ วิทยากรที่เชิญมามีชื่อเสียงมาก สิ่งที่เราได้คือการปรับความคิด ที่อาจารย์เหล่านั้นบรรยายให้เป็นทิศทางเดียวกัน ปรับมุมมองให้เห็นไปในแนวทางเดียวกันเพราะเราเป็นคนทีจะขึ้นไปเป็นผู้บริหารในอนาคต

เรื่องเครือข่าย สำคัญมากทุกคนสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ ทั้ง 4 รุ่น

คุณสุภวัส: การนำไปใช้ในการทำงาน ไปเจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ ใช้งานจริงได้อย่างไร

คุณประเสริฐศักดิ์: บางครั้งเรานึกไม่ออกว่าได้จากอาจารย์คนไหนเมื่อเราหล่อหลอมกันแล้ว เมื่อทำแผนจะทำ scenario สิ่งที่ตรงกับของผมคือของอาจารย์รุจน์

คุณภัทรกฤช : ผมดูเรื่องโครงการก่อสร้างระบบส่ง เนื่องจากไม่ต่อเนื่อง ไม่มีเวลาปิดโครงการ

อ.จีระ: บรรยากาศวันนี้เหมือนทุกรุ่นเพิ่งเรียนจบไป หลักสูตรนี้คือการประทะกันทางปัญญา ขอฝากว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ขอให้ปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเลือกประเด็นท้าทายของเรา เช่นเรื่องชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสายส่ง

อยากให้รุ่น 11 เน้นเรืองคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส แต่ยังเอาความโปร่งใสไปให้stakeholder ไปข้างนอก ไม่ใช่แค่ข้างในเท่านั้น

EGAT เป็นหน่วยงานที่มีคุณธรรม จริยธรรม จุดแข็ง คือ ทำอย่างไรถึงจะไปสู่คนข้างนอกว่าเราเป็นองค์กรที่หวังดีกับส่วนรวม เราก็ไปต่อต้านกับนักการเมืองที่ไม่ดี สิ่งที่จะรวมกันได้คือ แก่นของความเป็นเลิศของ EGAT

ความดีคือ กฟผ.เป็นองค์กรที่โปร่งใส

ต้องสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รุ่น 11 ต้องนำเรื่องนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด เมื่อมีคนรุ่นใหม่เข้ามีค่านิยมไม่โปร่งใส ก็ต้องรักษาความดีจากรุ่นสู่รุ่น

เครือข่ายของ EGAT

1. ข้าราชการ

2. ผู้นำท้องถิ่น หรือ ปราชญ์ชาวบ้าน

3. นักวิชาการ

4. NGO และ นักธุรกิจ

คุณศานิตย์: เรื่องเครือข่ายเป็นเรื่องการเชื่อมโยงกับคนในองค์กรโดยสมัครใจ ลักษณะความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ทำให้รู้ว่าคนมีความสัมพันธ์อย่างดี อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน มีความเท่าเทียม ไม่มีใครเหนือกว่าใคร มีการเคารพสิทธิพื้นฐาน มีการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ทำให้มีความสุขในการทำงานมากขึ้น

เราได้มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป ทำให้รู้ว่าเราได้การเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้น

ดร.จีระ: ข้อดีของคุณศานิตย์คือตอบคำถามได้ดีมาก คนที่ผ่านหลักสูตรนี้ต่อไปก็จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าแน่นอน

คุณสุภวัส: มุมมองเปลี่ยนไปหรือไม่การมองอนาคตของกฟผ.

คุณประเสริฐศักดิ์: งานวางแผนจะมองล่วงหน้าไป 22 ปี มองเรื่องสัดส่วนกำลังผลิตว่า 50% ถึงจะอยู่รอด กำไรของกฟผ.มีรายได้เพื่อลงทุนและขยายกิจการต่อไป กำไรเป็นตัวที่ทำให้การลงทุนต่อเนื่องในอนาคต หากไม่สร้างโรงไฟฟ้าและระบบส่งจะอยู่รอดได้อย่างไร อนาคตของกฟผ.ต่อไปไม่ค่อยพึ่งโรงไฟฟ้าอีกต่อไป เพราะมีแค่ 37% อนาคตของกฟผ.หลังจาก 3 ปี ถ้าไม่ปรับค่าไฟฟ้าจะอยู่ยาก

คุณภัทรกฤช : การหาแหล่งเงินทุน ต้องตามแผนการลงทุน และเรื่องการเมืองภาคบังคับ หากเราไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ทำไม่ได้

หนี้สาธารณะต้องการลดเงินค้ำประกันจากกฟผ.

บัญชีการเงิน ต้องมองเรื่องการวางแผนระยะยาว

คุณศานิตย์: เรื่องการลงทุนโรงไฟฟ้าเป็นไปได้ยาก แต่เรื่องการบริหารจัดการต้องนำเรื่อง Asset มาบริหารจัดการให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องบริหารจัดการ เทคนิค เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดร.จีระ: ในการทำ workshop รุ่น 11 มีกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า ต้องเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจไฟฟ้า ต้องทำให้เป็น Business mentality มากขึ้น ต้องมีจิตวิญญาณที่จะบริหารความเสี่ยงและต่อยอดสิ่งต่างๆนี้ดีขึ้น

ถ้าหลักสูตรนี้ ตัวเองต้องปรับตัวให้เป็นผู้นำที่พร้อมจะรับฟังและมีส่วนร่วม มากกว่าที่จะเป็นผู้นำการสั่งการ ต้องสร้างศรัทธาในองค์กรให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมมากขึ้น เรื่อง 11 สอนเรื่องการตลาด และ Business alignment กับกลุ่มอื่นๆ

คำถามจากรุ่น 11

1. นโยบายไม่ได้คำนึงเรื่องกำลังการผลิตในอนาคตหรือ เรากำลังเสียหม้อข้าวที่เป็นกำลังของเราไปหรือไม่

คุณประเสริฐศักดิ์: รุ่น 10 ปีข้างหน้า คือ องค์การโทรศัพท์ หากกฟผ.ดำเนินต่อไปแบบนี้ก็ต้องมีจุดจบแบบไหน การเรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เรื่อง Infra fund เป็นการหาแหล่งเงินทุน ปีงบประมาณ 58 EGAT ควรย้ายไปทำ Infra fund ย้ายตามเครื่องมือกระทรวงการคลัง ขายสิทธิ์การเช่าพื้นที่ให้ผู้มาลงทุน

2. ข้อมูลข้างในที่จะดำเนินธุรกิจจะต้องมีจิ๊กซอร์หลายตัวมาประกอบกัน หลักสูตรรุ่น 11 มุมที่เราได้รับการอบรมคือ การมองจาก outside in เข้ามาจะเห็นแบบไหน เราเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ต่อไปเป็นผู้ทำธุรกิจไฟฟ้าได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด

3. Infra-structure fund ของ EGAT ควรซื้อหรือไม่

คุณภัทรกฤช : ควรซื้อ เพราะผลตอบแทนมากกว่าการฝากประจำ ถ้ามีเงินเย็นก็ควรซื้อ

4. Fiber optic กระทบกฟผ.หรือไม่

คุณศานิตย์: จะมีการรวมทรัพยากรของชาติทั้งของเอกชนและของหลวงเอามารวมกัน โดยที่เอามาไว้ที่บริษัทและให้เป็นส่วนที่ให้ความเป็นเจ้าของเท่ากับการเอามาลง และกลับมาเป็นหุ้น ต้องคิดว่าจะนำมาบริหารจัดการอย่างไร