สรุปการบรรยายโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
ทฤษฎีกระเด้ง...จากห้องเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มอ. รุ่น และ รุ่น 2 สู่ก้าวอนาคตแบบ 3 V
โดย ผู้บริหารระดับสูงของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ศ.ดร.จีระหงส์ลดารมภ์
คุณประพันธ์ บุณยเกียรติ
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
อาจารย์วรวุฒิ โตมอญ
วันที่ 26 ธันวาคม 2557
คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล
จะขอให้ ดร.จีระ กล่าวถึงมีวิธีการที่จะนำไปปรับใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกศิษย์ในอนาคตต่อไปได้
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Session นี้เกิดจากการกระเด้งเพราะตอนแรกคุณหญิงทิพาวดีนึกว่าจะพูดให้ที่กรุงเทพฯ แต่มาไม่ได้ เช่นครั้งนี้ เมื่อมีวิกฤติ เราก็หาโอกาสใหม่ จึงเป็นหัวข้อในครั้งนี้ ก่อนอื่นขอพูดว่าเรื่องนี้ยังไม่เคยพูดที่ไหนแต่สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นประสบการณ์หรือแนวคิดที่เรียกว่า Browsing
ประเด็นที่ 1 การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ต้องต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง การกระเด้งในหลักสูตรสั้น ๆเกิดจากการสะสม Experience + Conceptual
การกระเด้งในห้องนี้คือการมีโอกาสใหม่ ๆ เกิดขึ้น ต้องหาจังหวะและโอกาสที่เรียกว่า Rhythm Speech ต้องดู Moment ด้วย และจะมีความสุข หลังผ่าน Probationแล้ว
ให้ศึกษาแก่นที่เรามีอยู่นั้นให้เก็บไว้ให้ดี ความรู้ที่มีอยู่มาจากพื้นฐานที่เราสะสมตั้งแต่เด็ก ความเป็นตัวตนของเราคือส่วนหนึ่งของการกระเด้ง
คณะแพทยศาสตร์เจอเรื่องนี้เพราะว่าพื้นฐานดีมาก เป็น Science base
ข้อเสียของคนไทยคือ ความคิดคนไทยชุ่ย กระจัดกระจาย ไม่รู้รูปแบบอยู่ที่ไหน
สิ่งแรกคือ Conceptual คือ System Thinking ต้องมีก่อนถึงกระเด้งได้ อย่างคนที่เป็น Scientist ที่เก่งเพราะว่าระบบความคิดเขาดี
สิ่งแรกที่อยากฝากไว้คือหลักสูตรที่จัดที่ มอ. 2 ครั้ง ถ้าช่วงแรกผ่าน ช่วงที่เหลือคือกำไร ถ้าช่วงแรกไม่ผ่าน ไม่เป็นการยอมรับก็ไม่สามารถกระเด้งได้ ต้องมีการวางแผน
การกระเด้งเกิดขึ้นได้ เพราะว่าบรรยากาศการเรียนด้วย ไม่จำเป็นที่ต้องเกิดจากวิชาการเท่านั้น แต่เกิดจาก Feeling ที่มีต่อกัน บางครั้งการฟังจากลูกศิษย์อาจเกิดทฤษฎีกระเด้งก็ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่กระเด้งคือความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น 1 และรุ่น 2 คือ ความรัก ความไว้วางใจกันหรือที่เรียกว่า Trust
ทำไมดร.จีระ ถึงกระเด้งทางความคิดหลังจากที่ฟังเสมอ
ตัวอย่างเช่น ข้อดี ของรุ่น 2 คือ ดร.จีระได้เลือกหนังสือที่ไม่เคยใช้ที่ไหนเลย แต่พบว่ารุ่น 2 วิจารณ์หนังสือที่ดีมาก
ขอขอบคุณความลึกซึ้งของคนในห้องนี้ ที่ทำให้ ดร.จีระลึกด้วยเช่นกัน
สรุป การกระเด้งเกิดจาก
1. Concept + Experience มี System Thinkingการกระเด้งเกิดจากระบบความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และถ้าไม่มีความคิดเป็นระบบ เราไม่สามารถโตในโลกนี้ได้
2. มีบรรยากาศที่ดี มีการปะทะกันทางปัญญา
ขอบคุณ Study Tour ทั้ง 2 ครั้งที่แสดงให้เห็นถึงการดูงานที่คุ้มค่ามาก คนเราต้องใช้เวลาร่วมกันอย่างคุ้มค่า มี Mutual Respect
การเรียนในครั้งนี้เป็นเสมือน Path Finder หรือ Path Citizen จะเดินได้ดีหรือไม่ มีความสามารถในการจัดการกับความล้มเหลวหรือไม่
การ Focus ใส่ใน Customerถ้า Focus ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า จะชนะ ถ้าเรา Please Customer ดีการกระเด้งจะเกิดได้ ระบบ Silo Base ยังมีอยู่ ต้องเก่ง คิดดี และแก้ปัญหาให้เป็นด้วย
คุณปรารถนา รุ่นที่ 1
คิดว่าถ้าทรัพยากรบุคคลไม่ดี จะดีตามมายากมากการเป็นผู้นำของประเทศ
ครั้งแรกที่การสะสมของพระบาทสมเด็จของพระเจ้าอยู่หัวคือเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ก่อน ต้องมี Network มาเกี่ยวข้องมากผู้นำคณะแพทยศาสตร์มองว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จะเกิดประโยชน์การให้ข้อมูลที่เป็นจริงและตรงประเด็นมากที่สุด สามารถสร้างผลงานที่ดีได้
ควรมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรเพื่อให้เกิดความรัก และความทุ่มเท เน้นการทำงานเต็มที่ และเพื่อองค์กร ผลที่ตามมาคือ Success มีภารกิจหลักเพื่อคณะแพทยศาสตร์ การบริการ และการวิจัยเพื่อสู่ความเป็นเลิศ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาบุคคล การให้ความรู้ ประสบการณ์ ทำให้สิ่งที่พัฒนาไปแล้วมีการส่งเสริมหรือไม่ ได้รับคำชื่นชมต่อการบริการหรือไม่
ความยั่งยืน การดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เก่งแต่คณะแพทยศาสตร์ แต่รอบด้านต้องดีด้วย
จากการเรียนรู้คิดว่าหลักสูตรนี้มีความสอดคล้อง และเห็นด้วยว่าช่วยทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรื่องในอาเซียน
คุณหมอสุทธินันท์ รุ่นที่ 1
ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่า ที่มาเรียนสิ่งที่ได้จะช่วยให้พวกเราค้นหาตัวเองมาก คณะแพทยศาสตร์ได้เปรียบที่อื่นเยอะมากไม่ว่าเป็นการคิดเป็นระบบและเป็นกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ช่วยให้การใช้ชีวิตและการทำงานมีความสุขอย่างเช่น Passion เป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้เราและทีมงานหาเจอเพราะว่าถ้ามี Passion จะช่วยให้ทะลุไปทุกอย่าง KPI ไม่จำเป็นต้องวัดเลย เพราะเมื่อมี Passion จะได้หมด รวมไปถึง 3 V ด้วย
สุดท้ายที่จะอยากบอกคือ มีคนมาเรียนรวมกัน 100 คนทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 จึงอยากให้ไป Share ทำอย่างไรให้คนเต็มใจช่วย ทำอย่างไรให้ประชาชน ไม่เพียงแต่คนไข้ที่มาโรงพยาบาล ทำอย่างไรให้คณะแพทย์ไม่จบแค่รักษาพยาบาล แต่ชุมชนโดยรอบ มีสุขภาพดี ปัจจัยชี้วัดคือ ชุมชนสุขภาพดีสำเร็จ ไม่ใช่มาโรงพยาบาลเยอะแล้วสำเร็จ
ผศ.สุรพงษ์ ชาติพันธุ์ รุ่นที่ 2
ถ้ามองจากการที่ตัวเองได้มาในหลักสูตรนี้จำได้ว่า ดร.จีระ บอกว่า ถ้าไม่อยากเรียนอย่าเข้าไป แต่ปรากฏว่าไม่มีใครขาดเรียนเลย แม้เป็นการสอนที่รู้สึกดุดันรู้สึกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่รู้สึกตั้งแต่วันแรก และรายวิชาหลายตัว อย่างเรื่องทุนมนุษย์ การบริหารจัดการ มีการจัดเค้าโครงวิชาได้ดี คนที่มาเรียนมีความตั้งใจ แม้บางช่วงตกไปบ้างก็สามารถกลับเข้ามาได้
สรุปแล้วหลักสูตรดีงานหนักสมควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่า หลายคนได้ประโยชน์เยอะมากเพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีคนเรียนรู้ แต่นำมาปรับใช้ในระบบของคนได้ เป็นสิ่งที่แฝงในเนื้อหา
ชอบคำว่า Learn-Share-Care ที่ทำให้คนรู้สึกผูกพัน ด้าน CSR มีการแบ่งหน้าที่กัน แต่พอรวมกันทำให้เกิดงานที่ยิ่งใหญ่เกิดได้ สิ่งนี้จะถึงว่าเป็นสิ่งที่ดี และถ่ายทอดให้กับนักศึกษาได้ เน้นการกระตุ้นให้คิด ให้ทำ Workshop ที่เสมือนเป็นการบังคับให้แสดงออก
รุ่น 2 ดีใจที่ได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง คิดว่าโครงการนี้น่าจะมีต่อไปเพื่อให้บุคคลากรคณะแพทย์พัฒนาศักยภาพขึ้นมา
น.พ.กิตติศักดิ์ ศรีวงษ์ (รุ่น 2)
ตอนแรกก่อนเริ่มเข้ามาเรียน รู้แต่เนื้อหาแต่ไม่รู้ในรายละเอียด และพอเข้ามาจะเจอแต่กระเด้ง กระเด้ง และกระเด้ง สิ่งที่พูดในห้องคือ การเรียนในห้องนี้ไม่มีคำว่าถูกผิด
กระเด้งในความคิดคือการไปสู่สิ่งใหม่
สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ 1. ใช้หลักการของเหตุผล การทำอะไรสำเร็จ เหตุต้องดีก่อน แล้วเราลงมือทำแล้วผลจะตามมากที่เราต้งการที่สุด เริ่มจากทุนทรัพยากรที่เรามี เช่น ทุนมนุษย์ ทุนความคิดสร้างสรรค์....
สิ่งที่เด่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ อาจาย์ศรัณย์ สิ่งที่ได้คือ Passion และ mindset
ต้องมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดีก่อน เช่นความงามสามารถให้เรามีความคิดสร้างสรรค์
การมีสุขภาพกายที่ดี มีมันสมองที่ดี ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ออกมาดี หา Room of Improvement มีการเรียนด้าน Marketing คิดรอบ ๆ คิดมองไปในภาพรวม
เรื่องวิสัยทัศน์ ให้มองภาพกว้างเป็น Global / Macro
การคิดเชิงกลยุทธ์
การเรียนเรื่องวิสัยทัศน์ ให้รู้ก่อนว่าปัจจุบันรู้ว่าเราอยู่จุดไหน และวิสัยทัศน์ให้มองในอนาคตได้ ถ้าต่อยอดได้จะช่วยให้คิดร่วมยอดให้ดีขึ้นเป็น Positive Sum
การหัดตั้งคำถาม เช่น คำถามที่มีอยู่เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร Purpose คืออะไร มีความมุ่งมั่นอะไรบ้าง เราจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร เช่น อยากมีสุขภาพดีต้องนอนเร็ว ออกกำลังกาย ตื่นเช้า มีอุปสรรคอะไรไม่ให้นอนเร็ว และจะแก้อุปสรรคนี้อย่างไร มีข้อบ่งชี้ในการทำอะไรสิ่งใด สิ่งหนึ่ง การทำสิ่งนั้นเหมาะสมหรือไม่
8K's5K's มาสู่ ความคิดสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ และตั้งคำถาม
การ Doing เป็นเรื่องของ Communication และ Networking เป็นเรื่อง Complete Concept Clear Conciseมีเรื่องการสื่อสารที่เป็น Crucial Conversation
การทำอะไรต้องอาศัย Networking เช่นการขอพบ ท่านว. วชิรเมธี ไปเองจะมีโอกาสเจอหรือไม่
ท้ายสุดคือ Sustainability ที่เน้น
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การ Empower คน ต้องฝึกให้เขาล้มเหลวด้วย ไม่ใช่สำเร็จอย่างเดียว ต้องกระตุ้นให้คนมีส่วนร่วม ให้มีฐานความคิดใหญ่ขึ้น และต้องรับให้ได้ในบางเรื่อง
ต้องให้โอกาสลูกน้องเขาคนที่เป็นหัวหน้างานต้องมีอารมณ์สุนทรีย์ โกรธง่าย และต้องให้อภัยเร็วไม่อย่างนั้นจะเครียดในองค์กร
คุณประพันธ์ บุณยเกียรติ
สิ่งที่พวกเราทั้งหลายทำงานเฉพาะทางเป็นสายงานที่มีความเฉพาะด้าน และถูกฝึกมาให้รับผิดชอบ แต่ในโลกความเป็นจริงเป็นสีเทา ทั้ง ๆ ที่ถูกสอนให้เป็นขาวกับดำ
สีเทา เป็นสิ่งที่พวกเราต้องบริหารจัดการองค์ความรู้ ต้องให้เป็นสีเทาที่มีคุณภาพ
สีขาว คือวิชาสีดำคืออวิชชา การทำงานพวกเราต้องการความสำเร็จ
หมอ พยาบาล คนไข้ เพิ่มขึ้นทุกปี ในอดีตเป็นความสำเร็จ แปลว่าได้งบประมาณเยอะตำแหน่งเยอะ เรียกว่าเป็นการมองที่ตัวเอง แต่ไม่ได้มองไปข้างนอก
วิธีการคือ
1. เราต้องมองว่าการประกอบอาชีพเป็นการรับผิดชอบต่อตนเอง และครอบครัว
2. มองไปที่สังคม และประเทศชาติ เราจะทำอย่างไรให้การบริการสาธารณสุขใช้งบประมาณน้อยลง หลักสำคัญคือการบริหารจัดการ ความรู้เป็นเสมือนเซลล์
ความรู้ที่พวกเรามีอยู่ในตัว ทุกคนรู้อยู่แล้วองค์ความรู้ที่มาบอกเรียกว่าการบริหารจัดการคือ ทำอย่างไรให้ท่านสามารถจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น เมื่อจัดระเบียบให้ตัวเองเสร็จ ก็ไปจัดระเบียบให้กับหน่วยงาน
ให้คิดว่าความรู้เป็นเหมือนเซลล์ จากจุดเล็ก ๆ ต้องขยายผล
ตัวอย่างทหารสิ่งที่ห้ามทิ้งคือ อาวุธ มวลชน หนังสือ (ความรู้)มนุษย์ที่เราพัฒนามาได้จนทุกวันนี้เกิดจากความรู้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ต้องเรียนรู้ในการก้าวข้ามปัญหาอยากให้คิดโจทย์ในการตอบคำถาม
ความรู้เป็นตามทฤษฎี วิวัฒนาการองค์ความรู้ ต้องมีพัฒนาการ ต้องใช้ประโยชน์ ถ้าไม่ใช้ประโยชน์จะหายไป
เมืองไทยและญี่ปุ่น ปฏิรูปพร้อมกันในสมัยรัชกาลที่ 5 ปฏิรูปเสร็จ ก็ส่งคนไปเรียนวิชาต่าง ๆ มีการเรียนทหาร การแพทย์ วิศวกรรมต่าง
คนที่มีความสามารถ ถ้าขาดการบริหารจัดการ ความสามารถก็ไม่เต็มร้อย
คุณวรวุฒิ โตมอญ
สิ่งที่คุณวรวุฒิ เสนอมาคือ เสนอแนะให้คณะ
หน้าที่หลักคือ ผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเสริมหรือให้บริการในกระทรวงสาธารณสุขต่อไป อีกส่วนหนึ่งคือกระบวนการวิจัยในการเรียน การสอน ที่เกี่ยวกับการรักษา การป้องกัน และการวิจัย
คนที่อยู่ในคณะแพทย์ มีการเข้าใจในบทบาทของเขา แต่ทั้งหมดเข้าใจในภาพใหญ่หรือไม่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
การกระเด้ง จะกระเด้งไปแค่ไหน และกี่ขั้นตอนกระบวนการกระเด้ง เป็นการเตรียมทีมที่จะกระเด้งด้วยให้เตรียมคนที่มีมาตรฐานในการบริหารจัดการ ให้มีการเตรียมทัศนคติ หรือ Attitude ที่แปลตัวเลขว่าอะไรที่มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Knowledge , Money ,Love เตรียมบุคลากรคณะให้ไปในทิศทางเดียวกัน ให้เตรียมนำความรู้ไปพัฒนาในทิศทางเดียวกัน
ระบบการขยายเครือข่าย เป็นไปได้หรือไม่ที่ใช้กระบวนการเสริมมี โค้ช Trainer และ ที่ปรึกษา ดูปัจจัยที่จะเตรียมกระเด้ง สู่การพัฒนาสู่เป้าหมาย มอ.
สิ่งที่จะเป็นเครื่องมือในอนาคตอันใกล้คือ ทำอย่างไรถึงจะสื่อคำพูด ภาษา ประโยค ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต้องมีการลงทุนในเรื่องของ IT คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมีข้อมูลข่าวสารก่อน
การพัฒนาระบบ IT เป็นตัวบังคับที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
การกระเด้ง ภารกิจหลัก ภารกิจรอง น่าจะมีการเพิ่มศักยภาพและปรับสัดส่วน
ทฤษฎี 3 V ขอเสนอ Vที่ 4 คือ คุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นตัวต่อในการพยุง 3 Vไปทิศทางเดียวกัน
ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ คนในห้องนี้ส่วนหนึ่งจะไม่อยู่ ความเป็นคุณูปการที่จะสนับสนุนให้เกิดการกระเด้งต้องถอดหมวกออกไปว่าทำไปแล้วไม่ใช่เกิดประโยชน์กับเรา พวกเราเปรียบเสมือนเป็นเสาเข็ม การทำภารกิจนี้ พวกเราเป็นเสมือนตอกเสาเข็มเพื่อให้เกิดการกระเด้งในอนาคต
ต้องมีทัศนคติที่เป็นมาตรฐานสู่การทำงานในอนาคต สัดส่วนเป็นอย่างไรต้องมีการพูดคุยต่อไป
ดร.จีระเดชดิสกะประกาย
ทุกคนที่จะทำสัมมาอาชีวะที่ถูกต้อง คือต้องมีแรงดลใจ ไม่รู้ว่า Passion จริง ๆ คืออะไร คือกระหาย กระโดด ก็ได้
ทฤษฎีกระเด้งคือ สิ่งที่เกิดจากมีอะไรบางอย่างไปกระทบกับอีกอย่างแล้วเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Session นี้ คือ Session กระเด้ง
กระเด้งอันแรกคือ คาดอย่างหนึ่งแล้วได้อีกอย่างหนึ่ง
การกระเด้งที่ค่อนข้าง Specific คือ การมีโปรเจคร่วมกัน แล้ว กระเด้ง into project
การ Turn idea into actionอย่างโปรเจค กสทช.ต้องปั้นด้วยกัน แต่ถ้า กสทช. ไม่เล่นเรื่อง Health อสม. 3 จังหวัดภาคใต้ ดังนั้นกระเด้งที่ต้องการคือการขาดแรงเหวี่ยงสูง
ทฤษฎี3 V อาจไม่ต้องให้อธิบาย ให้เขาสามารถทำได้ อยากให้บรรยากาศแลกเปลี่ยนเป็นกำลังยกกำลัง 5
การกระเด้งที่สำคัญคือการ Turn สู่ Success
Session นี้เป็น Session ที่ทำให้เรากระชับพื้นที่ จัดระบบให้เป็น System Thinking ก่อน พูดอย่าง คาดอย่าง แต่ได้อีกอย่าง
การกระเด้งต้องมาจากพื้นฐานการ Happy at learning ก่อน
การกระเด้งเป็นโอกาสที่สำคัญ
คุณพิชญ์ภูรี จันทรกมล
ทำไมทฤษฎีกระเด้งทำร่วมกัน เพราะ เรามีพื้นฐานไม่เท่ากัน
คณบดี รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ
สิ่งที่ได้ประโยชน์จากการจัดหลักสูตรนี้มีความน่าสนใจมากว่า เป็นอันที่มาเติมคณะแพทยศาสตร์ เติมให้คณะวิทยาศาสตร์
การกระเด้งบางครั้งเราคาดเดาได้และบางครั้งไม่สามารถคาดเดาได้
การกระเด้งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเป็นทฤษฎีใหม่ที่มาตอบสนองได้บางครั้งอาจกระเด้งแรงก็เป็นจุดเด่นทำให้เรามีโอกาสเกิดขึ้น ต้องคอยจับโอกาส อย่าให้ออกนอกทาง และใช้ให้เกิดประโยชน์กับพวกเรา
การกระเด้งนั้นสามารถกระเด้งได้หลายจังหวะ สามารถจับโอกาสให้ดี
ทุกท่านมีพลัง และคุณธรรมที่แฝงเร้นในตัวว่าเป็นลูกบอลที่ดี อยากให้รักษาความดีงาม ความรู้สึกดี ๆ จากการมีเพื่อน ทั้งภายในและภายนอก
กล่าวปิดโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สิ่งที่ได้เป็นการนำประสบการณ์ไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น ไม่ให้สิ้นสุดในการเรียนรู้ สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ Social Mediaอยากถามว่าสิ่งที่จะได้รับมีอะไรบ้างที่ขับเคลื่อนตัวเองสู่ความเป็นเลิศในอนาคต
ดร.จีระ รู้สึกมีความภูมิใจและมีเกียรติ ถ้าโครงการได้ขับเคลื่อนไปในอนาคต วิธีการเรียนหนังสือแบบใหม่
กล่าวขอบคุณ โดย ดร.ทิพวรรณ
ประธานรุ่น 2 ดร.ทิพวรรณ กล่าวขอบคุณ ทุกคนมีความรู้สึกอย่างเดียวกันทุกคนมีจุดแข็ง และทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี มีการส่งเสริมกำลังใจและสร้างพลังภายในให้ดีขึ้น สร้างโอกาสให้เห็นการทำงานภายนอก ในอนาคตพวกเราสามารถขอความเห็น ความรู้ เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีต่อคณะแพทยศาสตร์
รศ.นพ.สุธรรมปิ่นเจริญ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนของเราทำงานหนัก ทำงานเพื่อสังคม จึงควรถึงเวลาที่จะต้องรับเลื่อยให้คมด้วย อาจารย์กรรณิการ์ตั้งชื่อว่าเป็นการทำเพื่ออนาคตของคณะแพทยศาสตร์
การขับเคลื่อนมาตรฐานทางการแพทย์ ทางวิชา และการรับใช้สังคม ไม่ได้อยู่เฉพาะโครงการแพทย์ แต่อยู่เฉพาะสังคม
การทำหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่ทางทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ตั้งใจมาพูดให้เราฟัง มาสอน ในสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ทำ เป็นการสร้างคนสร้างทัศนคติให้เห็นโลกกว้างขึ้น ให้เรียนรู้คุณค่าของสิ่งที่ทำ พัฒนาโครงการให้เหมาะสมกับชีวิตจริง เน้นการทำงานเป็นทีม ให้มีความสามารถที่มากขึ้น และนำไปสร้างประโยชน์ให้มากขึ้น ทุกท่านสามารถช่วยปลูกหรือพัฒนาศักยภาพของเรา