MED PSU 2020: Case Studies & Learn – Share – Care Intensive Workshop (4): CSR
: Social Innovation: คณะแพทย์ มอ. กับการพัฒนาสังคม/ชุมชน
ในสายตาของประชาชน
โดย นายพงศา ชูแนม
หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร (ปราชญ์ชาวบ้าน)
นายดือราแม ดาราแม หรือ "เปาะจิ"
ปราชญ์ชาวบ้านแห่งตำบลปาลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
ร่วมวิเคราะห์และดำเนินรายการโดย อาจารย์จีระเดช ดิสกะประกาย
13 พฤศจิกายน 2557
นายดือราแม ดาราแม:
สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างไร เริ่มจากเชื่อมความแตกแยกกัน ไปในฐานะที่เราไม่รู้ (ไปถามเขา ขอความรู้จากเขา) ต้องรู้ปัญหา แสดงให้เขาเห็นปัญหาเป็นระยะ ๆ และค่อย ๆ ซึมลึก และรับฟังและร่วมแก้ปัญหาร่วมกัน ทุกที่แม้ในทุ่งนา และถามต่อ เช่น เรื่องที่เล่าให้ฟังคิดอย่างไร
กรณีภูเขา .... ปี 2542 ประกาศปิดห้าม (อุทธยาน) เล่าให้ชาวบ้านเข้าใจ อุทธยานไม่ให้เข้าไปทำกิน ไม่ให้เก็บผลผลิต ชาวบ้านจะแสดงอาการออกทั้งทางสีหน้า ท่าทาง เมื่อเห็นอาการเราก็สรุปให้เขา ฟัง และรู้จักคิดใหม่ เป็นการแก้แบบรากหญ้า เมื่อทุกคนรู้แล้ว โดยเฉพาะระดับแกนนำ และขอความเห็นจะทำอย่างไรต่อ ทุกคนตอบไม่รู้ ใครจะแก้ ไม่มีใครรู้ แต่อย่างไรเป็นปัญหาของชุมชน เปรียบเสมือนท้องผูก ไม่มีใครเบ่งให้ เราจะทำอย่างไร ดังนั้นสรุปว่าต้องทำกันเอง คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเขาก็ไม่ทำให้ สรุปต้องดำเนินการ ปัญหาคือ ไม่มีศักยภาพพอ
ไม่บังคับ ไม่ชี้นำ แต่เป็นที่ปรึกษา แนะแนว เขารับได้ เราก็มีช่องทางที่จะดำเนินการต่อไป เป็นขั้นแรกของการทำให้ชุมชนเข้มแข็ง
ไปติดต่อส่วนราชการ แจ้งปัญหาที่รัฐทำกับประชาชน รับฟังจากรัฐ และรับฟังจากชาวบ้าน อย่าพูดคำว่า "สู้กับรัฐบาล" เพราะเราไม่มีอาวุธ กำลัง พูดว่า เราไป "ขอร้อง" เรียกร้อง ขอความเอ็นดูจากผู้ปกครอง เน้น "อย่าพูดคำว่าสู้"
ได้ไปคุยรัฐหลาย ๆ หน่วยงาน ตั้งแต่ปี 2542 ไปครั้งที่ 1-3 พอครั้งที่ 4 หมดปัญญาแล้ว หน่วยงานที่ทิ้งเลย คือ มอ.ปัตตานี ช่วยอบรมด้านวิชาการ ฝึกให้เขียนหนังสือ เรียนไปด้วย สุดท้ายปี 2546 ไปไม่ไหว หมดปัญหาที่จะไปหาคนโน้นคนนี้
ปี 2547 ลุกเป็นไฟ คิดว่าหยุดไม่ได้ต้องเดินต่อ หากหยุดจะยิ่งลุกเป็นไฟ เดินต่อ รมต.ช่วยไปดู บังเอิญท่านโทรไปหา และนัดกัน รู้สึกดีใจที่ รมต.ช่วยโทรนัด และมีโอกาสได้พูดในที่ประชุม ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน ลังเลใจ ชาวบ้านจะอยู่ได้อย่างไรถ้าเอาอุทธยานไป รมต.บอกว่าช่วยไม่ได้ (อย่าพูดเด็ดขาด)
จนกระทั่งประชุมเสร็จ ได้ไปพูดคุยตัวต่อตัว ต่อมาได้รับจดหมายส่งให้ องค์กรพัฒนาชุมชน และได้มาติดต่อ ได้สอนให้กลับไปทำการบ้าน ที่ดินกี่ไร่ ...... ได้พบกับนายอำเภอ (ครั้งที่ 3 ได้พบ) พูดกับนายอำเภอ ท่านต้องช่วยเพื่อให้สำเร็จเพราะนายอำเภอมีบารมี ช่วยเริ่มจากจัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ เพื่อศึกษา ความจริง ความเท็จ ประชาชนมาก่อน หรือ กฎหมายมาก่อน และให้หัวหน้าส่วนเป็นประธาน ส่วนราชการเป็นคณะกรรมการร่วม เช่น สำนักงานที่ดิน ป่าไม้ ฯลฯ
ชาวบ้านเข้าใจปัญหา วิธีการแก้ปัญหาไม่เข้าใจกัน แกนนำไม่พอ ด้านความคิด ความรู้ ไม่มี
การเรียนรู้ ได้เริ่มจาก เด็ก ๆ ได้รับการฝึกอบรมจาก... ทั้งด้านคอมพิวเตอร์
การวัดพื้นที่ มีเครื่องมือใหม่ ๆ BTS ใช้ไม่เป็น ให้จัดกลุ่มคณะทำงาน 5 กลุ่ม ไปอบรม
สุดท้ายกลุ่มนี้เป็นองค์กร พร้อมทุกเรื่อง เกิดเป็นองค์กรการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกินของ
สุไหงปาดี ปัจจุบันมีสำนักงานช่วยแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้าน ปัจจุบันบุคลากรสามารถเป็นวิทยากร สามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ ได้ง่าย นี้คือวิธีการแบบรากหญ้า อ.จีระ: วันนี้อยากให้ทุกคนเข้าใจวิธีการทำงานของปราชญ์ชาวบ้านที่ตรงประเด็น คือจะพูดจากความจริง ท่านไม่มีทฤษฎีอะไร แต่เน้นไปที่ความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง ชาวบ้านจะเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน แบ่งการแบ่งปันความรู้ทีดี เมื่อมีกลุ่มที่สร้างขึ้นแล้วเป็นโครงการที่สร้างชาวบ้านที่ไสงปาดี และสร้างเครือข่ายนี้ขึ้นมา ขอให้เปาะจิสรุปโครงการที่จะทำร่วมกับมอ. ต่อไป
ตอนที่เราหารือเรื่องโครงการรอบ 2 ของท่านเปาะจิ และท่านพงศา ขอให้ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อจะให้มีโครงการที่จะดึงเครือข่ายระดับชาวบ้าน และระดับกาแพทย์มาใช้ที่นี่
ขั้นตอนของการทำงานเน้นที่ชุมชน ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมาก คือ Peter Drucker สิ่งแรกคือ ถามคำถาม คำถามสำคัญกว่าการให้สาระ
การถามคำถาม ของเปาะจิ สำคัญมาก เหมือนมาเรียนรู้ร่วมกัน
โลกปัจจุบัน สิ่งที่ไฮเทค กับชาวบ้านจะเป็นสิ่งเดียวกัน โดยการไม่ทำให้เป็นทางการ เหมือนมาให้ความรู้และร่วมกันแสดงความคิดเห็น
อยากให้ทุกคนได้นำประเด็นของปราชญ์ชาวบ้านเพื่อกระเด้งไปสู้สิ่งที่สำคัญ เมื่อมีการประทะทางปัญญา
อ.จีระเดช: สิ่งที่ได้จากเปาะจิ คือ รากหญ้ากับรัฐบาล เหมือนรัฐบาลรู้มาก แต่ชาวบ้านไม่รู้อะไรเลย บางครั้งจึงอาจถูกหลอก
วันนี้สิ่งที่ได้จากเปาะจิ คือ การ Learn share care
นายพงศา ชูแนม: สัมผัสได้จากความสุขของสาธารณะ ขอเริ่มว่าความสุขของสาธารณะไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องของสังคมที่เบียดเบียนทำให้เกิดความทุกข์ ผมทำงานบนความเชื่อที่เป็นสัจธรรม
เรื่องอาหาร และที่ดินทำกิน เมื่อไม่มีก็เกิดทุกข์ และเกิดปัญหา แล้วลุกขึ้นสู้อย่างที่สุด
ทำงานกับชุมชน ป่า เครือข่ายธนาคารต้นไม้ ความเชื่อของผมคือ เชื่อในหลักศาสนา คือ อุปาทานเก่า คือ ดีถูก ชั่วผิด แต่ปัจจุบัน นี้ถูกท้าทายจากคนกลุ่มหนึ่งคือ ชั่วก็ไม่ผิด จึงทำให้สังคมเปลี่ยนไปเป็น รวยถูก จนผิด
แต่ผมไม่เชื่ออุปาทานนี้ รวยถูก จนผิด เพราะไม่มีศาสนาไหนสอน ความร่ำรวยได้จากกำไร กำไรเกิดความขาดทุนของผู้อื่น คนขาดทุนก็ลุกขึ้นสู้ คนเหลือน้อยก็เป็นทุกข์ ลุกขึ้นมาเข่นฆ่า เพราะคนอื่นเอาไปมาก จึงไม่ใช่ความสุขของสาธารณะ
คณะแพทย์ การสาธารณะสุข คนสมัยก่อน ชั่งน้ำหนักความสุขของตนและความสุขของสังคม และทำให้สังคมมีความสุขก่อน แล้วจึงมาหาตัวเอง วันอาทิตย์ ถือเป็นวันครอบครัว ต้องสนใจครอบครัวตัวเองให้ดีที่สุด ทำครอบครัวตัวเองก่อน แล้วสังคมจะดีเอง ซึ่งคนสมัยก่อน คนที่ไม่เอาไหน พอออกไปในสังคมชนบทโดนคนในสังคมเตือน ว่ากล่าว ซึ่งสังคมจะเป็นห่วงเป็นใยกัน ต่างจากปัจจุบันนี้ต่างคนต่างอยู่
เมื่อก่อนมองความสุขของตนกับในสังคมไปในทางเดียวกัน ครั้งสุดท้าย พระพุทธเจ้ากล่าวปัจฉิมวาจา ว่ามองประโยชน์ของท่านด้วย มองประโยชน์ตนด้วย
คนที่อายุยืน พยายามทำสังคมของเขาให้ดีและมีความสุข หากไปงานศพคนเกิน 100 ปี จะขโมยช้อนของผู้ตาย เพื่อให้คนรุ่นหลังคิดว่าคนที่อายุยืนมีการกิน และดูแลสุขภาพอย่างไร
สุขภาพกับความมั่งคั่ง ไม่มีความแน่นอนว่าความมั่งคั่งอาจจะส่งผลไปยังสุขภาพของเราได้
ส่งผลให้คนเห็นแก่ตัว เนื่องจากเมื่อมีเงินก็มีซื้อสุขภาพ ซื้อการดูแลสุขภาพ เกิดเป็นธุรกิจการบริการสาธารณะเชิงธุรกิจ
ธุรกิจหาทางเอาเงินที่เป็นกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ สุขภาพของเราก็ผูกไปกับธุรกิจนี้
อนาคตไม่นานจากนี้มุมมองความสุขสาธารณะถูกประมูลจากนักการเมืองในการสร้างความสุขต่อหัว หัวละ 2600 บาท ต้องคิดต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นวันข้างหน้า
การอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องหลุดจากการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน อุปาทานรวยถูก จนผิด ถูกกลืนกินในสังคม อาชีพที่ทำการจัดการความสุขสาธารณะก็ยึดอุปาทานนี้เช่นกัน
แพทย์ไม่ควรรวยเพราะถ้ารวย ก็เกิดจากการเอาเปรียบคนไข้ ที่อ่อนแอกว่า หากแพทย์เอาเปรียบก็ไม่น่านับถืออีกต่อไป
อสม.ประเทศไทย ดีที่สุดในโลก เป็นกลุ่มคนที่มีค่ามากในหมู่บ้าน เป็นคนอาสาทำงานอย่างแท้จริง แต่เราไม่ใช่อสม.ให้เป็นประโยชน์
อสม. ควรให้ครัวเรือนปลูกให้ปลอดภัย ไร้สารพิษ และควรให้เงินให้อสม.ซื้อประกันชีวิต เป็นการปฏิรูปการดูแลความสุขสาธารณะ
คนที่อายุยืนไม่ต้องมีวิทยาการการแพทย์มาก เกาะโอกินาวา เมื่อก่อนมีแต่คนอายุยืน ตั้งแต่อเมริกาตั้งฐานทัพ คนก็เป็นมะเร็ง
มีวิจัยคนที่อายุยืนที่ญี่ปุ่นว่า
- -อยู่ชนบท
- -กินของสด ของหมัก ของดอง
- -กินแอลกฮอล์
- ถ้าเราให้สิทธิการจัดการตัวเองอย่างเต็มที่ อสม.ก็สามารถสร้างความสุขของสาธารณะให้เกิดขึ้น
อ.จีระ: ได้ความรู้จากคุณพงศามาก ตัวเองต้องเรียนรู้มากขึ้น ขอชมเชย ผมตื่นเต้นและประทับใจ ครั้งนี้เป็น Value diversity มีความหลากหลายมาก
สิ่งทีได้เรียนรู้และคิดกับทางมอ.คือ สร้างศักยภาพในการสร้างสุขภาพให้มากขึ้น มีเทคโนโลยี ตรวจวัดความดัน มีระบบรายงานเป็นเครือข่าย
คุณพงศา เสนอในประเด็น ที่ต่างออกไป คือ คนทีไม่มารพ.ก็แสดงว่าสุขภาพดี
ท่านพงศามอง Happiness ระดับบุคคล แต่ผมเชื่อว่าถ้าบุคคลดีข้างบนก็ต้องดีด้วย เพราะ Micro ระดับ Individual มากๆก็จะกลายเป็นระดับ Macro
ร่วมแสดงความคิดเห็น:
1. แนวทางการทำให้ชุมชนมีสาธารณสุขมาก ทำอย่างไร
เปาะจิ: เรื่องอสม. สุขภาวะในชุมชน ต้องดูว่าเขามีความสุขหรือไม่ สุขภาวะในแต่ละชุมชนกำลังสลายไป เพราะโดนสังคมภายนอกทำลายไป ต้องมีการจัดการปัญหาที่ดี รากหญ้ากับรัฐขาดคนกลางที่จะไปประสาน
อ.จีระเดช: เปาะจิให้คำว่า Learn share care อย่างดี
2. ความท้าทายเรื่องแนวคิด ครอบครัว และสังคม
คุณพงศา: ต้องรักครอบครัวและไปด้วยกันกับสังคม คนสมัยก่อน ทำครอบครัวตัวเอง มีศีลธรรมกำกับ ทำระบบสภาคู่ ต้องถูกกฎระเบียบ
การปกครองชาติต่อไป ต้องคิดเรื่องศีลธรรมกำกับ เรื่องวันอาทิตย์ คิดแล้วว่าเป็นเรื่องท้าทาย ว่าถ้าคิดเรื่องครอบครัวอย่างเดียวแต่ไม่สนเรื่องอื่นเลยก็ผิด
สิ่งที่ทำเพื่อตัวเองไม่ค่อยสอน เพราะเป็นสัญชาติญาณ มนุษย์ที่แข็งแรงต้องไม่เอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอ
เรื่องอสม. ควรลองสักตำบล ที่ทำเรื่องอาหารและสิ่งแวดล้อม ลองไปดูแถวรัฐภูมิทำสังคมมีความสุข เพราะอสม.เห็นศักยภาพว่าใช้ได้ มีสิทธิ์ที่จะทำให้สังคมดี
ความสุขของสังคมที่เป็นแนวคิด ควรทำให้ความเชื่อมีความสุข ไม่ว่าศาสนาใดก็มีความสุขได้ ในหลักศาสนาพุทธ วันหนึ่งหากเราเชื่อและทำตามหลักศาสนาทุกคนก็จะเข้ายุคพระศรีอานต์ ที่ทุกคนหน้าเหมือนกันหมด แปลว่าไม่มีใครเอาเปรียบใคร ทุกคนเท่าเทียมกัน แม่ 4 คน เมีย 4 คน แสดงถึงเราต้องดูแลคนอื่นด้วย ต้นกัลปพฤกษ์ หมายถึง สิ่งที่ยั่งยืน เป็นทรัพย์ เกื้อกูลความผาสุก ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทำงานหนัก
การเป็นหนี้ทำให้มีความทุกข์ แต่ปัจจุบันหนี้คือโอกาส ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า คนมีความทุกข์เพิ่มขึ้น
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาจะทำอย่างไร...หากใช้ความธรรมดา เรียบง่าย สามัญ ก็จะอยู่รอด
ความรู้บางอย่างก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
เ3. ปัญหาเยาวชน มีการดูแลและช่วยชุมชนเข้มแข็งอย่างไร
คุณพงศา: เรื่องเยาวชนกับยาเสพติดนั้น ผลมันต้องมีเหตุ คือ สังคมไม่เปิดพื้นที่ให้เขาเข้ามา เราต้องแม่อย่างในยุคพระศรีอานต์ช่วยสังคม ช่วยเยาวชนให้ดีขึ้น
เราพัฒนาสังคมตามทฤษฎีตะวันตก และไม่รู้ว่าปลายทางไปทางไหน แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ทฤษฎีตะวันตก สอนให้เชื่อว่าจนผิด รวยถูก วันนี้ต้องพยายามให้คนกลับเข้าหาชนบท ต้องสร้างสังคมที่มีความสุขทางสาธารณะ ไม่อย่างนั้นสังคมก็จะล่ม
กำไรในยุคปัจจุบัน ต้องอยู่อย่างพองาม ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ถ้าได้กำไรมาก เกิดประโยชน์ตนมาก คนอื่นลำบากก็อยู่ยาก
4. องค์กรเอกชนทำ CSR มากขึ้น ปราชญ์ชาวบ้านมอง CSR อย่างไร
อ.พงศา: บริษัททั้งหลายไม่มีสำนึก CSR เป็นเครื่องมือเท่านั้น ประชาชนที่ฉลาดต้องเรียกร้อง
ควรทำวิจัยเรื่อง ความล่มสลายของชาวอาชีพสวนยาง สังคมต้องพึ่งตนเองตามหลักที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง
CSR ต้องทำให้เขาพึ่งตนเองด้านอาหาร พลังงาน ปัจจัยด้านการผลิต ต่อไปจะมีชุดความรู้มาจัดการสังคม
CSR ประชาชนไม่รู้ว่าจะเรียกร้องอย่างไร บางครั้งใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ จ่ายน้อยเคลมมาก
อ.จีระเดช: คุณพงศา พูดเรื่อง Happiness capital เสมอ ทุกวันนี้ คิดว่า OTOP ต้องล่มสลายแน่นอน เนื่องจากสินค้ามีทั่วไป ไม่มีเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้นๆแล้ว
อ.จีระ: panel นี้เป็น diversity ท่านเปาะจิเป็นคนในพื้นที่ ท่านพงศาเป็นนักปราชญ์มีแนวคิดกว้างไกล การอภิปรายมองไปถึงพระศรีอานต์ ทุนนิยมสามาลย์ กำไร ขาดทุน
ต้องคิด วิเคราะห์ คิดต่อว่า ถ้ามอ.ต้องการมีส่วนร่วมสร้างสังคมให้เข้มแข็งกับเปาะจิ ต้องทำอย่างไร
ส่วนท่านพงศามีข้อดีมากมาย ต้องสังเคราะห์ให้ดีว่า ส่วนไหนที่มอ.จะ Add value เข้าไปได้ โดยให้ประโยชน์กับสังคมมาก และเป็นแนวร่วมกับชุมชนมากขึ้น
สรุป
- การนำทฤษฎีตะวันตกมาใช้ บางครั้งไม่ได้ผิดหมด รูปแบบที่จะเอามาใช้ก็ต้องปรับให้เข้ากับของเรา
- ความพยายามของคุณพงศา น่ายกย่องมาก
- อยากให้มอ.ทั้ง 2 รุ่นรวมตัว สร้างความสัมพันธ์กับปราชญ์ชาวบ้านทั้ง 2 ท่าน