ขอชื่นชม ผลงานของท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มช. น่าจะนำมาใช้ในการประกันคุณภาพหลักสูตรด้วย ทั้งนี้เพราะทุกวันนี้ บางคณะยังมีกรรมการบริหารหลักสูตรที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน TQF เลย ถ้ามหาวิทยาลัยได้นำเอาข้อมูลสารสนเทศมาใช้เต็มรูปแบบ ก้อจะสามารถควบคุมกำกับวางแผนด้านทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงศึกษาธิการทั้งสกอ. และสพฐ ควรนำมาใช้อย่างเข็มงวดเช่นกัน มิฉะนั้นจะไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานทางวิชาการที่นำมาใช้ขอผลงานระดับ คศ.3 คศ. 4 มีการคัดลอก นำมาเวียนเทียนกันขอผลงาน โดยการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานศึกษา เปลี่ยนกลุ่มตัวอย่าง ระดับชั้นกันไปเรื่อยๆ ที่สำคัญทำกันเป็นทีม ตั้งแต่การจัดการฝึกอบรม (ที่ไม่เน้นการทำวิจัยเพื่อพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่เน้นให้มีเอกสารจำนวนหนึ่งให้ครบตามข้อกำหนด มีการจ้างการทำเอกสาร กรรมการตรวจผลงานก้อสั่งได้ (ยังมั่วเหมือนเดิม) อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในวงการ เพราะยังมีครูเก่งๆๆที่เขามีความรู้ความสามารถ สามารถทำผลงานทางวิชาการได้ด้วยตนเอง ต้องให้กำลังใจครูกลุ่มนี้ด้วย
สำหรับ ด้านการบริหารงาน เพื่อความโปร่งใส ควรนำมาใช้อย่างยิ่ง รวมทั้งบัญชีครุภัณฑ์ ทุกวันนี้กระทรวงที่เห็นว่าสามารถนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการบริหารงานได้ดีคือ กระทรวงสาธารณสุข เช่น ระบบเบิกจ่ายยาในรพ. การเบิกจ่ายเงิน เป็นต้น ควรนำมาพิจารณาใช้กับกระทรวงศึกษาธิการด้วย ผู็เขียนคิดเอาเองว่าที่ไม่นำมาใช้เพราะสามารถตรวจสอบได้ง่าย (ทำให้บิดเบือนข้อมูลยาก) มากกว่าไม่สามารถปฎิบัติได้
ข้อเสนอแนะพิเศษเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเอง เช่นกัน (คิดแบบเล่นๆๆ) สำหรับโรงเรียน น่าจะทำประวัตินักเรียน (สมุดประจำตัวนักเรียนแบบออนไลน์) จะสามารถวิเคราะห์หาต้นตอที่เป็นสาเหตุให้ นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างชัดเจน โดยให้ทำบันทึกว่าสอนโดยครูแต่ละวิชาชื่ออะไรบ้าง เหมือนประวัติการรักษาคนไข้ หากพบว่า มีจำนวนนักเรียนที่สอนโดยครูคนนั้นมากกว่าร้อยละ 20...30 ขึ้นไป ต้องมีมาตรการพัฒนาครูคนนั้น (ถ้าเป็น คศ.3/คศ.4 ต้องงดจ่ายเงินค่าตอบแทน หรือใช้มาตรการด้านการบริหารงานบุคคล) รวมทั้ง ผู้อำนวยการ/ครูใหญ๋ด้วยค่ะ