พี่ว่า การแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเป็นงานที่ทำให้ดีได้ยากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาษาวิจัย พี่เห็นอาจารย์ที่จบดอกเตอร์ทางภาษาอังกฤษจากอเมริกา แปลบทคัดย่องานวิจัย อ่านแล้วสื่อความไม่ครบถ้วน บางทีก็ไม่ตรงกับความหมายในต้นฉบับภาษาไทย เพราะขาดความเข้าใจในงานวิจัยประเภทนั้นๆ และภาษาทางการวิจัยที่ใช้

พี่มีประสบการณ์ช่วยน้องๆ หลายคนที่ทำดอกเตอร์ที่ออสเตรเลียแปลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ มีน้องคนหนึ่งตอนแรกเธอนำข้อเขียนของตนไปให้น้องอีกคนที่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษช่วยแปล เมื่ออ่านแล้วเธอก็ยังไม่ชอบใจบอกว่าเหมือนกับสื่อความไม่ค่อยตรงและเขียนยาวไป ตอนแรกพี่ก็ปฏิเสธเพราะกลัวเป็นการเสียมารยาท แต่เธอบอกไม่เป็นไร พี่ก็บอกว่า ถ้าจะให้พี่แปลจริงๆ พี่ไม่ปรับแก้ไขจากที่แปลไว้แล้วนะ พี่จะแปลใหม่เลย แล้วพี่ก็แปลออกมาได้ความยาว 3 บรรทัดครึ่ง จากเดิมที่แปลได้  7 บรรทัด หลังจากนั้นไม่นาน น้อง (ผู้ชายคนที่ช่วยแปลคนแรก) เดินเข้าไปหาพี่และยกนิ้วให้ บอกว่า ภาษาเขียนพี่วิไลเยี่ยมจริงๆ ทั้งกระชับและสละสลวย ที่พี่ทำได้เช่นนั้น ก็อาศัยจากการอ่ามากๆ เหมือนน้อง ดร.โอ๋นี่แหละค่ะ คือพี่จะนั่งจมอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ Perth ตลอดเวลาครั้งละประมาณ 3 เดือนที่เดินทางไป เพื่อศึกษาทั้งเนื้อหาของงานวิจัยและสำนวนภาษาที่ใช้ในงานวิจัยของอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย ว่า ในความหมายเดียวกันนั้น เขาใช้ประโยคภาษาอังกฤษว่าอย่างไรบ้าง แล้วบันทึกไว้ (บางสำนวนก็มีถึง 5-6 รูปแบบประโยคที่ใช้) 

พี่เคย Quoted ข้อความใน พรบ.การศึกษาของไทย ฉบับภาษาอังกฤษ (ที่แปลโดย ดร.ทางภาษาจากอเมริกา และผ่านการตรวจแก้ไขโดย Professor จากอเมริกา) ในเค้าโครงงานวิจัยของพี่ แต่ Supervisor ชาวอังกฤษของพี่บอกว่า ข้อความที่ Quoted ไป ใช้ภาษาขัดเขิน พี่ก็จนด้วยปัญญา แต่เค้าโครงโดยรวม ท่านดีดนิ้วให้และบอกว่า Wilai, you are a great doctoral student and will success very well. แต่เมื่อท่านดูแลพี่ได้แค่ภาคเรียนเดียว เพราะเกษียณ (65 ปี) แล้วมหาวิทยาลัยจัดอาจารย์ที่ไม่เข้าใจทั้งเนื้อหาและรูปแบบงานวิจัยที่พี่ทำ ให้คำแนะนำพี่แบบมะงุมมะงาหราอยู่สองปี พี่ก็เลยตัดสินใจไม่ไปต่อค่ะ