หลังจากผมได้รับประสบการณ์ที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากธนาคาร และนำเรื่องไปปรึกษาเพื่อรุ่นพี่ที่เขาเคยเป็นผู้บริหารของธนาคารชั้นนำของประเทศไทย ก็ได้รับการอธิบายมากมายซึ่งพูดแต่ในเรื่องการป้องกันความเสี่ยงในการปล่อยกู้ และการมีกฎเกณฑ์มากมายเพื่อให้อยู่ในกรอบที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนด ฟังดูแล้วผู้จัดการธนาคารเดี๋ยวนี้ไม่มีอำนาจอะไรเลย ใครก็เป็นผู้จัดการธนาคารได้ แค่จับฉลากเท่านั้น เพื่อนรุ่นพี โกรธและบอกผมพูดไม่รู้เรื่อง ก็เข้าใจว่าผู้จัดการธนาคารเดี๋ยวนี้ก็คือพนักงานขายดีๆนี่เอง มีเป้าหาเงินฝาก และเป้าปล่อยเงิน หรือทำให้ธนาคารสาขาที่ดูแลอยู่มีกำไรหรือได้เป้าฝากและเป้ากู้ตามนโยบายของเจ้านาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นเป้าในการหาเงินมาฝากมากกว่า หรือหารายได้อื่นๆ ส่วนการปล่อยกู้ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายปล่อยกู้ซึ่งเป็นแค่ทำเรื่องและตรวจสอบลูกค้าว่ามีคุณสมบัติที่ผู้บริหารกำหนดไว้ไหม ถ้าเป็นไปตามนั้นก็ส่งเรื่องไปให้เขตพิจารณา เป็นค่า Messager (ผู้นำสาร) เท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องเครดิกบูโร นั้นก็เป็นเรื่องตลกมาก เขานำหลักเกณท์นี้มาใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการปฎิเสธไม่ให้ลูกค้ากู้เท่านั้นเอง ไม่เคยนำข้อมูลด้านบวกของลูกค้ามาใช้ในการพิจารณา เช่นไม่เคยมีประวัติเสียหาย ไม่เคยผิดนัดชำระ ก็แสดงว่าผู้นั้นเป็นคนมีเครดิกดีน่าเชื่อถือได้ แต่เขาไม่นำมาใช้ครับ เขาจะให้กู้เมื่อเขาพิจารณาว่าคุณมีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าคุณมีรายได้พอกับการชำระเงินคืนตามสติปัญญาของผู้อนุมัติเท่านั้น
สติปัญญาของผู้อนุมัติสินเชื่ออยู่ที่การบังคับให้ผู้กู้มีหลักค้ำประกันด้านทรัพย์สินและความสามารถหาเงินมาจ่ายเงินคืนของผู้กู้ได้ครบแต่ถ้าไม่แน่ใจก็ต้องไปหาผู้กู้ร่วม จะได้มีคนรับผิดชอบมากคน นอกจากนั้น จะต้องบังคับให้ซื้อประกัน เพื่อเพื่มหลักประกันอีกชั้นหนึ่ง อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการเอาเปรียบผู้กู้ได้ไหม หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันก็มีมูลค่าเกินวงเงินกู้หลายเท่า นอกจากนั้นประวัติหรือเครดิกของผู้กูเอง ก็เกินพอกับความเสี่ยงแล้ว แต่ยังไม่พอเพราะผู้กู้อายุมากเผื่อตายก่อนจ่ายหมด ก็ให้เพิ่มลูกเข้ามาเป็นผู้กู้อีกคน กู้เงินก้อนเดี่ยวแต่กลายเป็นคนสองคนต้องมามีบัญชีว่าเป็นลูกหนี้ธนาคารในวงเงินเดียวกัน เช่นกู้มา 1 ล้านบาท มีผู้กู้สองคน กลายเป็นว่าผู้กู้ทั้งสองคนมีภาระเป็นหนี้ธนาคารอยู่คนละล้านบาท ตลกจนขำไม่ออก