จดหมายเหล่านี้ผมเขียนตอนเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมัทราสถึงคุณแม่ของผมที่บุรีรัมย์  ผมเขียนเพราะอยากเล่าเรื่องราวที่ผมพบเห็นให้ท่านฟังโดยลืมนึกไปว่าท่านไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ผมเขียนหรอกเพราะเป็นเรื่องห่างไกลตัวท่าน  แต่ท่านก็ดีใจที่ทราบความเป็นอยู่ของผมและเก็บจดหมายเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมด   พอกลับมาทำงานที่เมืองไทยผมได้อ่านจดหมายที่ตนเองเขียนอีกครั้งจึงเข้าใจ  และทุกครั้งที่ประสบปัญหาไม่สบายใจผมก็จะเอาจดหมายเหล่านี้มาอ่าน มันทำให้ผมมีความสุขและนึกถึงภาพที่ตัวเองเคยโลดแล่นอยู่ที่อินเดีย  มันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ผมคงหาไม่ได้อีกแล้ว  เป็นชีวิตที่มีรสชาติและสีสันมาก แม้ว่ามันจะเป็นช่วงชีวิตที่ผมต้องต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคมากที่สุด แต่มันมีความสุขเมื่อคิดย้อนกลับไป ใช่ครับเป็นอะไรที่ลืมไม่ลง  และผมก็คิดว่าเรื่องราวเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง  จึงตัดสินใจเขียนบันทึกลงในgotoknow

สำหรับศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษาของมหาวิทยาลัยมัทราสในปัจจุบันยังดำเนินการอยู่และมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการอยู่เสมอ  แต่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของคณะปรัชญาเพราะหลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาของผมเกษียรอายุราชการก็ไม่มีใครสานงานต่อ  ศูนย์นี้จึงไปอยู่กับภาควิชาศาสนาเชน เพราะคนอินเดียมองว่าเป็นปรัชญาฝ่ายนาสติกะเหมือนกัน(คือไม่ยอมรับคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์) ทั้งที่ความเป็นจริงที่รัฐทมิฬนาดูมีชาวพุทธอยู่มาก น่าจะไม่น้อยกว่า ๙ ล้านคน  แต่ที่รัฐนี้ความเชื่อในศาสนาฮินดูโดยเฉพาะนิกายไศวะสิทธันตะมีความเข้มข้นและพลังสูงมาก  ชาวพุุทธจึงไม่อยากแสดงตัวเพราะกลัวมีปัญหา

ส่วนหลานชายของผมตอนนี้เรียน อยู่ที่คณะครุศาสตร์ เอกการสอนวิศวกรรมด้านอิเลคทรอนิค  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง