สวัสดีครับคุณครู krutoiting ครับ

แง่มุมหัวใจที่โบยบินเป็นอิสระของเด็ก ที่ krutoiting ช่วยมองและกล่าวเน้นด้วยนี่
เป็นส่วนที่ทำให้เห็นความหมายและความสำคัญของการวาดรูปอย่างนี้ 
ที่พอทราบแล้วก็ยินดีที่ได้ไปมีส่วนร่วมทำกับเขาทันทีเลยละครับ
ในผู้ใหญ่ เราอาจจะผ่านการได้ฝึกฝนตนเองให้มีความอดทน และสามารถให้เหตุผลตนเอง
จึงพอจะมีวิธีมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองเมื่อยามเจ็บป่วย ที่สื่อสารกับคนรอบข้างได้
แต่เด็กๆมีข้อจำกัดในการสื่อสารประสบการณ์และความรู้สึกที่ซับซ้อนที่ตนเองประสบขณะเจ็บป่วย
การช่วยกันดูแลโดยพ่อแม่ หมอ พยาบาล และคนรอบข้าง ก็คงได้ระดับหนึ่ง
แต่หากมีเงื่อนไขช่วยทำให้ดูแลตนเองได้จากข้างใน ก็จะสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กๆ
ครอบคลุมกับความจำเป็นที่เกิดขึ้นกับเด็กๆได้ดีกว่า วิธีหนึ่งก็คือทำให้เด็กๆมีกำลังก้าวข้ามความเจ็บไข้และทุกข์ทรมาน
ได้แยกจิตใจที่ร่าเริง อยากเล่น อยากรู้ อยากสัมผัสและสร้างประสบการณ์กับโลกรอบข้าง
ให้อิสระและแยกเป็นคนละส่วนกับด้านที่เป็นความเจ็บป่วย ซึ่งธรรมชาติของเด็กมีสิ่งนี้อยู่เป็นพื้นอยู่แล้ว
เหมือนกับเวลาหกล้ม เพียงได้เห็นสิ่งอื่นน่าสนใจกว่า เด็กๆก็ก้าวข้ามความเจ็บปวด หยุดร้องไห้และเล่นได้ทันที
สื่ออย่างนี้ ก็ทำงานบนกลไกอย่างนี้ในธรรมชาติของเด็กๆได้เหมือนกัน ...
ช่วยเป็นสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เงื่อนไข ที่สามารถกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กๆมีจิตที่มีกำลังแห่งอิสรภาพ
สามารถก้าวข้ามความเจ็บป่วย คุยกับพ่อแม่ หมอ พยาบาล และผู้ที่ให้การดูแล ด้วยจิตที่สดใส ร่าเริง
อยู่ในโลกของความสุขสดใสแบบเด็กๆ มีคุณภาพชีวิต และเป็นโอกาสในการพัฒนาอื่นๆ แม้ยามเจ็บป่วยอยู่
ทำนองนี้แหละครับ

ระหว่างที่วาดและเมื่อเสร็จแล้ว พอเห็นเด็กๆมาพร้อมกับพ่อแม่ เล่นและคุยกัน
เชื่อมโยงออกไปจากการได้เห็นรูปที่วาดให้ เห็นการถามโน่นถามนี่ แล้วก็เล่นกับการ์ตูนในรูปวาดไปเลย
ก็พอจะรู้เลยครับว่า มันเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราเข้าไปดูแลชีวิตด้านในของเด็กๆ
แล้วก็ผ่านเลยไปถึงพ่อแม่และคนรอบข้างได้อย่างนี้จริงๆ