ปกติผมจะไม่พยายามแยกหมวดหมู่ปัญหาของคนไข้ หรือพยายาม classify ว่านี่คือปัญหาทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม หรือทางจิตวิญญาณครับ เพราะผมคิดว่าทุกเรื่องเชื่อมโยงกันหมด และข้อสำคัญคือ เจ้าของปัญหา ก็ไม่ได้จัดหมวดหมู่ว่าตอนนี้เขามีปัญหาด้านไหน
- คนไข้ที่เจ็บปวด ก็ทำให้อารมณ์หดหู่เศร้าหมอง ทะเลาะกับคนในครอบครัว บางคนไม่สามารถสวดมนต์ ไหว้พระ ทำละหมาดได้
- คนไข้ที่มีปัญหาด้านอารมณ์ ก็อาจจะทำให้อาการทางกายยิ่งมากขึ้น ไม่สามารถจะ rehabilitate ตัวเองได้ ไม่มีอารมณ์ที่จะมาดูแลคนอื่นๆ หงุดหงิด สมาธิสั้น และมองไม่เห็นที่ยึดเหนี่ยวของชีวิต
- คนไข้ที่ลูกๆไม่มาดูแล ก็จะมีความเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว อาจจะได้ยาไม่ครบ ไม่สม่ำเสมอ รู้สึกตัวเองไร้ค่า
- คนไข้ที่หมกมุ่นวนเวียนกับความผิดในอดีต สำนึกเสียใจ ก็ไม่มีแก่ใจจะดูแลตนเอง รู้สึกว่าคงวามทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าหมอง แยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพราะคิดว่าไม่อยากจะไปเป็นภาระ
ทั้งสี่แบบ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นจุดเริ่ม จุดบรรเทา หรือจุดกระตุ้น แต่เกิดขึ้นควบคู่กันไป การดูแล ต้องดูแลทุกมิติ (หรือไม่ต้องไปสนใจก็ได้ว่า ณ ขณะนี้ เรากำลังดูมิคิอะไรอยู่) เมื่อมิติใดมิติหนึ่งดีขึ้น มันจะส่งแรงลงไปหามิติอื่นๆโดยกลไกของตัวเขาเอง ทั้งกระบวนการหาย การเยียวยา และการเกิดพยาธิสภาพ ส่งผลต่อสุขภาวะทุกมิติอยู่แล้ว เพราะนั่นคือองค์ประกอบของชีวิตหนึ่งๆ ไม่ว่าจะมีคนแยกแยก แบ่ง category หรือไม่ก็ตาม
สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์เริ่มต้นได้เลย ก็คือ "มองเห็นว่ามีปัญหา" และสร้างทัศนคติจากจุดเริ่มต้นนี้ ผมคิดว่าเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจาก classify ปัญหาเป็นมิติทางสุขภาพก่อน เพราะจริงๆแล้ว ที่เรานำมาเชื่อม หรือนำมาแยกนั้น เป็นการ narrative ของตัวเราเองทั้งสิ้น ส่วนจะตรงกับคนไข้ ตรงกับญาติ ตรงกับครอบครัวของเขาหรือไม่ เราไม่มีทางทราบเลย
ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องที่ฝรั่งเขาอยากจะแยกนั้น มันมีที่ใช้แค่เป็น academic purpose เท่านั้น คือสำหรับคนที่สนใจ แต่สำหรับคนธรรมดาๆ ปัญหาก็คือปัญหา ไม่มีใครแยกปัญหาว่าชั้นมีปัญหากายสองอย่าง ปัญหาใจหนึ่งอย่าง ปัญหาสังคมสามหรือสี่อย่าง ปัญหาทางจิตวิญญาณหนึ่งอย่าง ฯลฯ แต่ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราลงไปแยก มันจะส่งผลค่อพฤติกรรมของเราเองได้หลายด้านไปพร้อมๆกันด้วย และผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีต่องานที่เราคั้งใจจะทำเหมือนกันครับ