http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9490000062851 

 “โสภณ” แฉคนไทยถูกปล้นจากราคาน้ำมัน “นักการเมือง-ทุนสิงคโปร์” งาบไป 5 แสนล้าน

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ “โสภณ สุภาพงษ์” ระบุคนไทยต้องเผชิญปัญหาน้ำมันรุนแรงกว่าต่างชาติ เหตุเจอนักการเมืองขายชาติ สร้างผลประโยชน์ให้พวกพ้อง ปล้นคนไทยทั้งชาติด้วย แปรรูป ปตท.ฟันกำไรเหนาะกว่า 210,000 ล้านบาท อีกทั้งใช้อำนาจรัฐกำหนดราคาขายน้ำมันให้สูงกว่าความเป็นจริง สวาปามตลอดระยะเวลา 3 ปี กว่า 300,000 ล้านบาท อ้างรัฐได้ประโยชน์ ทั้งที่ถือหุ้นแค่ 30% ส่วนที่เหลือ 70% ถูกทุนสิงคโปร์ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐงาบ

 วันนี้ (13 พ.ค.) พันธมิตรประชาชนขอนแก่นเพื่อประชาธิปไตย จัดบรรยายในหัวข้อ “ใครอยู่เบื้องหลังน้ำมันแพง” มีนายโสภณ สุภาพงษ์ รักษาการสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ ในฐานะอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก ปิโตรเลียม เป็นผู้บรรยายในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคลากรในมหาวิทยาลัยขอนแก่น นักธุรกิจ ประชาชนทั่วไป ร่วมรับฟังไม่น้อยกว่า 200 คน ณ ห้องบรรยาย 3 คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 
 นายโสภณ กล่าวถึงประเด็นปัญหาราคาน้ำมันว่า ณ ปัจจุบันประชาชนทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันอย่างรุนแรง โดยทุกๆ ประเทศต้องเผชิญปัญหาราคาน้ำมันในลักษณะเดียวกัน คือ การเก็งกำไรจากราคาน้ำมันดิบของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ปั่นราคาน้ำมันดิบ จากต้นทุนไม่เกิน 3-4 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ถูกบริษัทข้ามชาติเข้ามาเก็งกำไรราคาน้ำมัน จนราคาขึ้นมาถึง 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
 
 ขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกลับต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมัน มากกว่าประเทศอื่น ด้วยปัจจัยภายในประเทศถึง 2 ปัจจัย คือ ประการแรก การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท. ถูกนำไปขายราคาต่ำให้กับต่างชาติสิงคโปร์ นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐบางคน เป็นส่วนใหญ่ โดยมีคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานเห็นชอบให้ขายในราคา 35 บาทต่อหุ้น ทั้งหมด 850 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 30,000 ล้านบาท
 
 ถือเป็นการนำเอาทรัพย์สินของประชาชน ไปขายให้กับต่างชาติ นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ ในราคาต่ำ เพื่อสร้างผลประโยชน์และกำไรให้กับตนเอง ณ ปัจจุบันราคาหุ้นปตท. มีราคาสูงถึง 245 บาทต่อหุ้น หรือรวมกันประมาณ 210,000 ล้านบาท เท่ากับหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ถึง 180,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหากำไรในระดับแรก
 
 นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจากคนไทยต้องเผชิญกับหากำไรจากจากการกำหนดราคาน้ำมันของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน ที่มีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ 5-6 คนเป็นทั้งผู้ถือหุ้น เป็นประธาน หรือกรรมการบริษัทน้ำมัน 7 บริษัท ประกอบด้วยโรงกลั่นในเครือ ปตท.4 บริษัท คือ สตาร์, ระยอง, ไทยออย์, บางจาก บริษัทน้ำมัน ESSO, RPC, TPI และบริษัท ปตท. ด้วยการกำหนดควบคุมราคาขายน้ำมันของบริษัทน้ำมันให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 13 กพ. 46 เป็นต้นมา ทำให้ตลอดระยะเวลา 3 ปี ผลกำไรของ ปตท.และบริษัทน้ำมันทั้ง 7 แห่ง มีตัวเลขกำไรรวมจาก 22,099 ล้านบาท เมื่อปี 2545 (ก่อนกำหนดควบคุม) เป็นกำไร 56,686 ล้านบาทในปี 2546 กำไร 120,989 ล้านบาท ในปี 2547 และมีกำไรสูงถึง 202,020 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2548 ที่ผ่านมา
 
 กำไรของบริษัทน้ำมันมาจากคณะกรรมการนโยบายกำหนดราคาน้ำมันให้บริษัทน้ำมันเพิ่มขึ้นมหาศาลมากกว่าต้นทุนค่าน้ำมันดิบที่เพิ่มจริง จากการปล่อยให้หากำไรจากสต๊อกน้ำมันราคาต่ำได้ และจากราคาก๊าซ เป็นต้น
 
 นายโสภณ กล่าวต่อว่า การหาผลประโยชน์จากราคาน้ำมันดังกล่าว ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มักจะอ้างว่ารัฐหรือประเทศชาติได้รับผลประโยชน์ จากการที่รัฐเข้าไปถือหุ้นบริษัทน้ำมัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว รัฐถือหุ้นเพียง 30% เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 70% มีทุนสิงคโปร์ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นผู้ถือหุ้น และได้รับผลประโยชน์จากการกำหนดราคาดังกล่าว
 
 นอกจากการหาผลประโยชน์จากราคาน้ำมันแล้ว นักการเมืองยังคิดที่จะแปรรูปประเทศ เพื่อหวังครอบครองธุรกิจน้ำมัน ไฟฟ้า ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจการบิน ด้วยการแปรรูปเป็นบริษัทเอกชน โดยธุรกิจน้ำมัน คนไทยต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันไม่น้อยกว่าปีละ 8 แสนล้านบาท
 
 ส่วนการใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันคนไทยใช้ไฟฟ้าไม่น้อยกว่าปีละ 120,000 ล้านหน่วย/ปี คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท/ปี หากนักการเมืองสามารถเข้าไปครอบครอง กำหนดค่าไฟฟ้าเพิ่มอีก 1 บาท/หน่วย จะสามารถสร้างกำไรได้ถึง 120,000 ล้านบาท/ปี ส่วนโทรคมนาคม มีมูลค่าถึง 200,000 ล้านบาท/ปี
 
 โครงสร้างดังกล่าว หากมีกลุ่มทุนเข้าไปครอบครองได้ทั้งหมด ด้วยการเอาทรัพย์สินของคนไทยทั้งประเทศ ไปแปรรูปเข้าตลาดหุ้น จะได้ผลประโยชน์สูงมาก สามารถสร้างผลกำไรได้ถึง 1.3 ล้านบาท/ปี และที่น่าเป็นหากกลุ่มทุนดังกล่าวเป็นนักการเมืองด้วยแล้ว จะหาผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ด้วยการเข้าไปกำหนดราคา กำหนดนโยบาย เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจดังกล่าว