หลายคนอ่านความรู้เรื่องนี้ แล้วอยากทำบ้าง มันไม่ง่ายนะ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นข้าราชการ(ตัวดิฉันเป็นหนึ่งในนั้น) ทดลองทำแล้ว ไม่ประสบผลสำเร็จคือต้นทุนสูงมาก  ขายผลผลิตไม่ได้กำไร เพราะทุกอย่างเราต้องจ้างหมด..  แล้วที่ดิฉันพบคือ ที่ดินของเรามีคุณภาพไม่ดี 

  1. เราซื้อที่ดินต่อมาจากแปลงคนอื่น ซึ่งทำการเกษตรในพื้นที่นั้นมานาน..ดินเสื่อมโทรมแล้ว..เราเพียงใส่ปุ๋ยหน้าดิน  เมื่อฝนตกน้ำก็ซัดปุ๋ยออกไป.. แนะนำนะคะสิ่งที่ควรทำแต่ดิฉันไม่ได้ทำคือ การไถระเบิดดินดาน(ต้องทำในช่วงหน้าแล้งก่อนฝนตกโดยใช้ripper ติดรถไถขนาดใหญ่ไถ 2 รอบตัดกันเป็นรูป สี่เหลี่ยม การไถระเบิดดินดานนี้ จะทำให้ชั้นดินดาน(ที่เกิดจากการทำการเกษตรมานานเหมือนดาดคอนกรีตอยู่ลึกลงไปประมาณ 30 เซนติเมตร) แตกออก แล้วดินจะฟูขึ้น น้ำจากบนดินไหลซึมผ่านลงไปเก็บไว้ข้างล่างได้  เมื่อหน้าแล้งรากก็จะหยังลึกลงไปนำมาใช้  แต่ถ้าเราไม่ระเบิดมัน  หน้าฝนน้ำก็ซึมลงล่างไม่ได้ไหลบ่าทิ้ง  หน้าแล้งรากก็นำมาใช้ไม่ได้เพราะแทงไม่ผ่านชั้นนี้  ต้นทุนค่าไถ 2 รอบนี้ก็ไร่ละ 1000 บาท  ยังไม่รวมไถพรวนและไถยกร่องอีกนะ

2. การปลูก  เราเสาะหาพันธุ์มัน จากแหล่งเชื่อถือได้  ต้นุนคือ ค่าท่อนพันธุ์  และค่าขนส่งบวกค่าแรง ขนขึ้นลง แพงเอาการนะถ้าต้องไปซื้อในที่ห่างไกล

3. ค่าปลูก เขาคิดเหมาไร่  คนงานได้กำไรเพราะเห็นปลูก2 ชั่วโมงก็เสร็จ  แต่คิดเงินกับเราเป็นค่าแรงทั้งวัน  ไม่จ้างไม่ได้เพราะหาคนงานลำบาก

4. ค่าดูแล คือการดายหญ้า..หาคนงานยากมาก  ค่าแรงแพง  ต้องจ้างดายหญ้า 2 ครั้ง  ไม่งั้นความสุงของหญ้าจะมากกว่าต้นมัน  และแย่งกินปุ๋ยหมด

5. ใส่ปุ๋ย  เราลงทุนซื้อปู๋ย คำนวนใส่ไร่ละ 30 กก  แต่ตอนใส่จ้างคนใส่ 2 คน  ในวันนัดใส่ปุ๋ยเรามีธุระไม่ได้เฝ้าดู  เลยไม่แน่ใจว่าเขาใส่ให้เราหรือปล่าวหรือเอาไปใส่ไร่เขา..

6. ที่ดินมีความลาดเทสูง  เมื่อฝนตกหนักเกิดทางน้ำ มีต้นมันเสียหายหลายจุด

7. ตอนเก็บเกี่ยว  เพื่อความสะดวกตัวเองต้องขายเหมายกแปลง ได้เงิน 2 หมื่นกว่าบาท..เท่าทุนพอดี..เฮ้อ.......