แฟรงค์ เนติวิทย์”เด็ก ม.4 จุดไม้ขีดไฟ วิพากษ์ความล้มเหลวระบบการศึกษาไทย

(ตอนที่ 2)

Q : “รัฐสวัสดิการ” มีความสำคัญมากน้อยขนาดไหนต่อเรื่องการศึกษา ?
A : สำคัญที่สุด เพราะพลเมืองต้องมีเวลา เห็นได้ว่าพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ก็ไม่ได้อยู่กับนักเรียน ต้องก้มหน้าก้มตาหาเงิน นักเรียนมีปัญหาเพราะส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญ รัฐต้องเอาใจใส่พวกนี้ รวมถึงคนทำงานกรรมกรทั้งหลาย เพราะการที่มีรัฐสวัสดิการทำให้คนไม่ต้องหมกมุ่นไปกับการหาเงินมากเกินไป มีความเสมอภาค สามารถมีเวลาหาความรู้ สันทนาการ มันถึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ ในส่วนของเรื่องการศึกษา ทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถโดยได้รับทุนการศึกษาฟรีและมีคุณภาพ

*****ม.4  พูดได้อย่างนี้ ยังกะนักการเมืองใหญ่ เด็กไทยถ้าจะให้ได้เหมือนฟรงค์  จะสอนกันอย่างไรดี****

Q : ในโรงเรียนเรามีการเคลื่อนไหว หรือทำกิจกรรมอะไรบ้าง ?
A : ก็ทำบ้าง แต่ไม่ได้ทำแบบสุดขั้วนะ ผมทำกับอาจารย์อีกหลายคนที่มีความคิดดีๆ จริงๆ อาจารย์จำนวนมากมีความคิดดีๆ เยอะเลย แต่เสียดายไม่มีพวก อาจารย์บางคนเคยพูดกับผมว่า เขาโต้แย้งกับผู้บริหาร แต่เขาไม่มีพวก ก็ต้องถอยซิ เพราะคนอื่นเขาไม่เอาด้วย เพราะกลัว เห็นไหมว่าระบบมันสอน มันสอนให้ทุกคนกลัวหมด อาจารย์ก็เคยเป็นนักเรียน และก็ถูกสอนให้กลัว ให้จำนนแบบนี้ ฉะนั้นอำนาจนิยมมันยังกดทับให้เห็นอยู่

**** น่าจะถูกของแฟรงค์จริงๆ ตอนที่เป็นครูหนุ่ม ผมจะพูด อภิปราย เห็นอะไรไม่ดีไม่งานในโรงเรียน ก็จะพูดโดยไม่มีคำว่ากลัว แต่สมัยเมื่อตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา  จากการสังเกตครู หนุ่ม ๆ  จะเงียบ ไม่พูด ไม่คุย ไม่ชอบอภิปราย  ต้องส่งไมค์ให้ถึงจะพูด*****


A : ผมคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งมาตั้งแต่ตอนอยู่ชั้น ม.2 พออยู่ ม.3 ผมเริ่มวิจารณ์มากเลย จนขึ้น ม.4 คิดว่าจะวิจารณ์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องลงมือทำอะไรซักอย่างให้มันเกิดขึ้นในโรงเรียน ตอนแรกก็ไปขอเป็นกรรมการนักเรียน แต่เขาไม่ให้(หัวเราะ) จริงๆ เขาต้องให้เราเป็น เพราะเราอยากทำงาน เราอาสาเข้าไปทำงาน ช่างมัน ผมไม่เป็นก็ได้เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหา

*****การเป็นกรรมการนักเรียน กรรมการห้องเรียน เป็นโอก่าสที่ดีของเด็ก ๆ  ที่จะได้เรียนรู้เองโดยครูไม่ต้องสอนโดยตรง ส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ที่กล้าที่จะพูด จะทำอะไรก็แน่ใจว่าการทำกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา ช่วยให้กล้า ทำให้เข้าใจการอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติต่อกันในสังคม ได้ดีจนเอาตัวรอดมาได้*****


A : ส่วนที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มีกองทุนสะพรั่งพร้อมรัฐสมุด เพราะมีอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังจะเกษียณ และท่านเคยเป็นที่ปรึกษาผม โดยกิจกรรมที่เราทำก็เน้นไปในการสร้างความงามผ่านศิลปะให้กับโรงเรียน ให้นักเรียนส่งภาพเข้าประกวด เพราะเดี๋ยวนี้โรงเรียนส่วนมากนักเรียนยังขาดสุนทรียภาพ อย่างโรงเรียนเรามีห้องดูหนัง-ฟังเพลง แต่เสียดายว่ามันไม่เคยมีการจัดเสวนา ซึ่งผมเห็นว่ามันควรจะมี เราก็ทำและจัดโครงการนี้กันมา 4-5 ครั้งแล้ว โดยเป็นการเสวนาเกี่ยวกับหนัง วิจารณ์วรรณกรรมอะไรแบบนี้

***** เด็กกล้า  ที่สนใจศิลปะ วรรณกรรม ในระดับที่วิจารณ์ได้  เป็นเด็กที่ไม่ธรรมดา มั่นใจว่า  แฟรงค์ เป็นคนเก่ง คนดี ที่ละเอียดอ่อน  เรื่องของวรรณกรรม เป็นเรื่องสำคัญ

บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว  สดุ้งแล้วเหลวแลชะแง้หา

เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา  ประคองพาขึ้นไปบนบรรพต (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูก)

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์  มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด” ****

วรรณกรรมเป็นทองของภาษา จะเข้าใจต้องตีความคิดวิเคราะห์ถึงจะเข้าใจ ถ้าวิจารณ์ได้ก็น่าจะได้ทั้งความเก่งและความดี ทราบจากลูกหลานว่าในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยดังของอเมริกา เขาบังคับให้นักศึกษาทางวิทยาศาสตร์เรียนวรรณกรรม เพราะคิดว่ามันทำให้สมองปราดเปรื่องเรื่องภาษาที่จะนำมาใช้ในการคิดเขียนทำ

การที่แฟรงค์ เขาบอกว่า  ได้เสวนาวิจารณ์วรรณกรรม นี่ก็ถือว่า  เก่ง และดี*****

Q : มีใครที่มีความคิดไปในแนวทางเดียวกับเราบ้างไหม ?
A : ก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับการพัฒนา รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บางทีทัศนะของเขาก็จะตกหล่นไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะสังคมแวดล้อมด้วย สังคมเดี๋ยวนี้มันไม่เอื้อกับการเรียนรู้ 

*****ในประเด็นนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยกับแฟรงค์ สังคมเดี๋ยวนี้เอื้อมาก ขึ้นอยู่กับว่าอยาก หรือไม่อยาก  หรือ แรงจูงใจที่จะเรียน หรือ ในโรงเรียนยังรู้อะไรกว้าง ๆ ไม่รู้ลึกบางอย่างที่สำคัญ ๆ เช่น  การพัฒนากระบวนการการของโรงเรียนให้เด็กเก่ง ดี เช่นเดียวกับแฟรงค์ ตามที่แฟรงค์กล่าว  *****

 : มองสังคมอย่างไรในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ ?
A : สังคมเราไปเน้นบังคับคนที่ตัวหน้าที่มากเกินไป คือเป็นสังคมแบบที่เรียกว่าเป็นแนวดิ่ง คือผู้มีอำนาจก็สั่งมา คุณก็ทำตามหน้าที่ไป สิทธิของคุณก็ไม่เสมอเท่ากัน สังคมแนวดิ่งจะเป็นแบบนี้ ส่วนสังคมอื่นๆ ที่ดีแล้ว เช่นสังคมในยุโรป ซึ่งไม่ได้ดีจริงๆหรอก ก็เป็นแนวราบ คือคุณต้องมีศักดิ์ศรีเท่ากัน คุณมีหน้าที่ของคุณก็จริง แต่สิทธิ เสรีภาพก็สำคัญด้วย แต่ของเรามันเป็นลำดับชั้นเลยไม่พัฒนาเสียที

**** ผมเห็นด้วยกับแฟรงค์ เคยเห็นจิ้งจอกจ่าฝูง  บอกว่าเงินหลวงที่ให้มาร่วมกันทำงาน เป็นเงินของมัน ลูกน้องทั้งหลายโดนคำขู่แยกเขี้ยวก็สยบ  แต่เจ้าจิ้งจอกพวกนี้อยู่ได้ เพราะมันเอาใจนายใหญ่ของมันเก่ง  เด็กอย่างแฟรงค์มองออก เข้าใจว่าผู้ใหญ่บางคนที่พบเห็นเป็นกันอย่างไร*****

ต่อตอนที่ 3