"แน่นอนครับ ที่เขาบอกกัน “Child Center” ผมว่าเป็น “ควาย Center” มากกว่า"

ครู อ.สวาท จันทร์ทะเล ท่านแนะเนำผมไว้ให้ในเฟซบุ๊ค  จึงตามไปก็อปมา ขยายผล เพราะคิดว่าควรแก่การรับฟังเด็กเก่งยุคใหม่ว่าเขาคิดกันอย่างไร ผมจะเขียนข้อคิดความเห็นของผมไว้ด้วยเครื่องหมายนี้  *****กกกกกกก*****

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เวทีทัศน์แฟรงค์ เนติวิทย์”เด็ก ม.4 จุดไม้ขีดไฟ วิพากษ์ความล้มเหลวระบบการศึกษาไทย

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2013 เวลา 06:00 น. เขียนโดย โชติวิทย์ สีดามาตย์ หมวด เวทีทัศน์

"...ปัญหาคือสังคมเราเน้นการแก่งแย่งชิงดีกันมากไป นักเรียนไม่มีอิสระภาพทางความคิด การแสดงความคิดเห็น เพราะวัฒนธรรมของเราบางทีเป็นวัฒนธรรมแบบเผด็จการอยู่กลายๆ.."

*****ลึกๆ ของการแข่งขันกัน  ก็คือ  ทุนนิยม  ใครมีทุนมาก ก็รวย  รวยแล้วหลายคนก็ดูดี มีกินมีใช้ฟุ่มเฟือย ใครเห็นก็อยากเอาอย่าง รวยแล้วทำได้ทุกอย่าง ทำผิดกฎหมายก็ยังหนีได้

ใคร ๆ จึงอยากรวย จึงต้องแข่งกันเรียนพิเศษ สอบแข่ง  แย่งชิงกันก็กลายเป็นพฤติกรรมถาวรเพราะระบบทุนนิยมสอนให้แย่งกัน  หากรู้ไม่เท่าทันเพราะโรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องทุนนิยม และสังคมนิยมที่ต้องไปคู่กันอย่างลงตัว คนก็แข่งขันกัน จนโกงกันได้ ขายยาเสพติด จนอาจทำให้สังคมสลาย ตายกันทั้งข้อง*****

 “แฟรงค์” นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ บรรณาธิการนิตยสารปาจารยสาร ผู้ริเริ่มกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมปรีดีเสวทัศน์ จุลสารปรีดี กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท หนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย และผู้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้อภิวัฒน์การศึกษาไทย เพื่อเป็นการเปิดมุมมองแนวความคิดของเด็กรุ่นใหม่ ที่มีความตระหนักในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ที่ตนเองพึงจะได้รับ นำไปสู่การกล้าตั้งคำถาม โต้แย้งต่ออำนาจที่ถูกกดทับ และเปลี่ยนแปลงในที่สุด

******เด็กเก่งอย่างนี้ หายาก  กล้าคิด กล้าทำ กล้าเขียน  ที่ผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ที่เข้าใจช่วยกันลุ้นให้คิดให้ทำ ****

สำนักข่าวอิศรา(www.isranews.org) สนทนากับ "เขา" เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2556

Q : หลังจากมีการเคลื่อนไหวจนนำไปสู่เรื่องการยกเลิกทรงผม(เกรียน) ตามที่ได้ผ่านสื่อต่างๆ มีกระแสตอบรับอย่างไรบ้าง ?
A : ถ้าเพื่อนในห้องเข้าใจ ไม่มีปัญหา ส่วนเพื่อนนอกห้องไม่รู้ แต่ก็มีสายตาแปลกๆ ด้านผู้ใหญ่ก็มีรองผู้อำนวยการเรียกไปคุยวันแรกที่ไปออกรายการ เขาบอกว่า “พูดน่ะดี แต่ต้องวางท่าทีให้ดีกว่านี้” หลักๆ มีเท่านี้ พูดประมาณ 1 ชั่วโมง ผมก็อัดเทปไว้แล้วเอามาฟังต่อ รวมๆ ถือว่าดีนะ ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านความคิดเห็นของเราเลย  ส่วนใหญ่อาจารย์ท่านอื่นจะไม่ค่อยพูดกับผมตรงๆ หรอก เขาคงไปคุยกันเงียบๆ อะไรแบบนี้

******เด็กที่มีความมั่นใจสูง จะแนะนำอะไร  ต้องมั่นใจว่าแกศรัทธาเราไว้เป็นทุน  มิฉะนั้น เสียเวลาเปล่ากับการแนะนำ แถมแกจะไม่ชอบเราอีก  สู้เสริมแรง หรือเน้น จุดดีจุดเด่นของแก จะดีกว่า วันหลังวันหน้า แกจะได้มาปรึกษา หรือ ถามเราอีก******

Q : อะไรคือจุดเริ่มต้นของการร่างจดหมายถึง รมต.กระทรวงศึกษาธิการ ?
A : ผมเห็นท่านเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ และท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างดีกว่าคนอื่นๆ ที่ผ่านมา เรื่องที่เขียนถึงท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา ถือว่าโชคดีด้วย เพราะสื่อไปโหมกระแสเรื่องนี้ ที่จริงผมเคยเขียนถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลายข้อมาก ได้รับจดหมายกลับมาครับ แต่ก็ไม่มีสื่อเล่นอะไรครับ เหมือนไม่ได้อะไร

******การที่ใครสักคนไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่  เขียนจดหมายถึงผู้ยิ่งใหญ่ได้ คงต้องมุ่งมั่น เพื่อให้ได้อะไรที่อยู่ในใจ และเห็นว่าจะพึ่งใครไม่ได้แล้ว  จึงคิดทำ หากคนใกล้ชิด ที่คิดทำช่วย ไม่ได้ดังใจ ก็ต้องหาทางออก ก็เป็นทางหนึ่งที่ดี ที่จะทำให้ได้อะไรมาดังใจ และไม่ทำให้ใครเสียอะไร*******

Q : ส่วนตัวมองว่าการศึกษาของไทยเรามีปัญหา ?
A : แน่นอน ปัญหาคือสังคมเราเน้นการแก่งแย่งชิงดีกันมากไป นักเรียนไม่มีอิสระภาพทางความคิด การแสดงความคิดเห็น เพราะวัฒนธรรมของเราบางทีเป็นวัฒนธรรมแบบเผด็จการอยู่กลายๆ ซึ่งมันถูกปลูกฝังมาตั้งแต่หลัง 6 ตุลาฯ 

****วัฒนาธรรมแบบเผด็จการในที่นี้น่าจะหมายถึง การเชื่อฟังผู้ใหญ่ ทำตามผู้ใหญ่ เช่น  พ่อแม่ ครู ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ที่คิดว่าถ้าทำตามที่ตัวเองคิดแล้วดี ถูกต้อง ดื้อ ไม่ทำตามเมื่อไหร่ก็จะไม่พอใจ และไม่ได้แสดงเหตุผลให้เป็นที่เข้าใจ หรือ ก็ไม่ได้ถามไถ่ถึงเหตุผลของความดื้อรั้น  เด็กส่วนใหญ่รับได้ หรือไม่ ก็ ดื้อเงียบ เก็บกด ไม่แสดงออก ผู้ใหญ่แสดงออกเชิงต่อต้านเมื่อไรจึงเกิดความขัดแย้ง  เมื่อเห็นบ่อยเข้าจึงทำให้รู้สึกว่าเผด็จการ*****


A : เรายังเน้นทฤษฎีการท่องจำในห้องเรียนมากไป จริงๆ มันต้องกว้างกว่านี้ การเรียนรู้มันต้องครอบคลุมไปถึงการปฏิบัติ ตอนนี้เราคิดว่าการเรียนหนังสือคือการนั่งในห้องเรียน และการเรียนในห้องเรียนสำคัญที่สุด ซึ่งผมคิดว่ามันไม่จริงเลย ยกตัวอย่างวิชาสังคมศึกษา ผมคิดว่าผมเรียนวิชาสังคมฯ แล้วผมได้ความตื้นมากกว่าลึก ผมทำนิตยสารปาจารยสาร ผมสนุก ผมไปสัมภาษณ์ลูกพระยาพหลฯ , ลูกอ.ปรีดีฯ ผมคิดว่ามันได้ความรู้มากกว่าที่คุณต้องไปท่องในตำราด้วยซ้ำ ที่ผมจะบอกคือเราควรเรียนรู้ให้กว้างๆ ของเรานี่เรียนกันมากถึง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ก็เข้ากับตำราโบราณที่ว่า กว้างแต่ตื้น” รู้นิดเดียวเท่านั้นเอง ไม่มีความเป็นเลิศ

****ก็เห็นด้วยกับแฟรงค์ เหมือนกัน ว่าเด็กของเราเรียนกว้าง และตื้น  เป็นการเรียนที่อาจเรียนว่าไม่ได้เรียนรู้ คือ รู้เพื่อไปสอบ สอบเสร็จก็ลืม เพราะที่เรียนไม่ได้เอาไปทำ นำไปใช้  เด็ก ๆ ถ้าได้เรียนสังคมศึกษา ตามที่แฟรงค์พูดมา ก็รับรองได้ว่าจำยาว จำไม่ลืม จำประทับใจ ที่จะนำกระบวนการได้ความรู้นั้นมาไปใช้ต่อไปได้อีก หากอ่านแล้วจำ แล้วนำไปสอบ ความจำก็อาจจบลงตรงที่สอบเสร็จ  มีให้เห็นอยู่บ่อยที่เด็ก ๆ อยู่บ้านเป็นเด็กเก่ง พอไปโรงเรียนไม่เก่งอะไรสักอย่าง เพราะหลักสูตรต้องการให้เด็กรู้  เด็กเก่งไปเสียทุกอย่าง เด็กจึงเมาเรียน จนไม่รู้ว่าเก่ง อะไร  และก็เรียนไป เรียนไปตามที่หลักสูตรสั่ง ครูนำมาสอน*****

Q : วิชาใดที่มีปัญหาบ้าง ?
A : แทบทุกวิชา ทุกอย่างไม่มีการตั้งคำถาม ยกตัวอย่างวิชาวิทยาศาสตร์ที่เราเน้นไปในทางตำรา ทางทฤษฎี จนลืมจิตใจของความเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง นักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงคุณต้องมีการสังเกต ตั้งคำถาม และกล้าที่จะหักล้างวิทยาศาสตร์ด้วย บางทีเราเห่อวิทย์มากไป ไสยศาสตร์ก็คลั่งสุดโต่งไป

*****ก็เห็นด้วยกับแฟรงค์*****

Q : ที่เคยพูดกันว่าเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แสดงว่าเขาโกหก ?

A : แน่นอนครับ ที่เขาบอกกัน “Child Center” ผมว่าเป็น “ควาย Center” มากกว่า

 ****พูดซะเจ็บ  เจ็บแล้วต้องจำสำหรับหลายคนที่สอนโดยใช้ใบงาน ให้เด็กอ่านเด็กทำตาม ทำไม่ได้ก็ลอกส่งครู แถมทำให้สวยหรู เพื่อครูจะได้เอาใส่แฟ้มโชว์ ถ้าทำกันอย่างนี้ เด็กเขาว่า ควายเซนเตอร์ ก็น่าจะเหมาะสมแล้ว แต่ก็โทษครูไม่ได้  อาจจะต้องโทษตัวใหญ่ ๆ ที่จะเพิ่มตำแหน่ง  เพิ่มเงินเดือนให้ครู ด้วยผลงานทางวิชาการที่ต้องมีหลักฐานมาแสดง*******

มีต่อตอนที่ 2 ครับ