"อดีต" เป็นสิ่งที่ "เกิดขึ้นแล้ว" จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไรได้ทั้งสิ้น
ในขณะที่ "อนาคต" เป็นสิ่งที่ "ยังมิได้เกิดขึ้น" ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน
โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝานก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ โดยให้คำอธิบายอย่างง่าย ๆ ต่อคำถามที่ว่า ภายใต้วิถีของมนุษย์และสรรพสิ่งที่แตกต่างนั้น "ฟ้าลิขิต" หรือ "คนลิขิต" ?
การไปรู้ไปเห็นเรื่องราวในอดีต แม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วก็ตาม หากแต่การที่เราได้ "รับรู้" ย่อมทำให้เราได้ "เรียนรู้" สิ่งที่เป็น "กลไก" ที่ก่อให้เกิดเรื่องราวหรือปรากฏการณ์นั้น ๆ การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเรื่องราวของอดีตภายใต้มิติของกาลเวลาและสถานที่ ถือเป็นการ "ถอดบทเรียนชีวิต" ที่เป็น Cause&Consequence ทั้งของตัวเราเอง ของมนุษยชาติและของสรรพสิ่ง
หากเรารู้ว่า "เหตุ" อะไรทำให้เกิด "ผล" อะไร และเรารู้ว่าเหตุนั้น ๆ เป็น "ตัวแปร" ที่สำคัญมากหรือน้อยเพียงใดต่อการเกิดผลนั้น ๆ เราย่อมสามารถ "ปรับเปลี่ยน"ที่ "ตัวเหตุ" เพื่อที่จะทำให้เกิด "ตัวผล" ตามที่เราปรารถนา ดังนั้นเราจึง "เปลี่ยนแปลง" สิ่งที่จะเกิดต่อไปหรือสามารถสร้าง "อนาคต" ใหม่ได้ค่ะ
เหมือนสิ่งที่พวกเรากำลังพยายามทำร่วมกันในการขับเคลื่อนสังคมภายใต้การปรับ "กลไก" และ "ระบบ" บางประการนั่นแหละค่ะ
การจัดการความรู้เรื่องนี้มีด้วยกันหลายแบบอย่างที่อาจารย์ภีมว่านั่นแหละค่ะ และไม่ว่าจะเป็นแบบใดที่แม้จะมีการจัดขบวนและวิธีการที่แตกต่างหลากหลาย แต่คิดว่าทุกขบวนต่างมีสิ่งที่เรียกว่า "เป้าหมายร่วม" นั่นคือการหลุดพ้นจาก "วัฏฏะ" หรือ "พันธนาการชีวิต" ที่จะทำให้เราพบความสุขสงบเย็นเป็นนิรันดร์ค่ะ