ขอคาดเดาสาเหตุที่ปลาไม่ตอดเบ็ดเลย(ณ เวลานี้นะครับ ไม่รวมไปถึงอนาคตที่คนริมคลองกำลังเป็นห่วง)

คิดว่าถ้าเป็นกลางวัน ล่องแพไปแล้วดับเครื่องยนต์ น่าจะมีปลาแวะเข้ามาแลบลิ้นหลอกพวกเราบ้าง แต่นี่เราไปกันตอนเย็น พอถึงจุดที่แพจอดที่เป็นเวิ้งน้ำกว้างๆก็มืดแล้ว แม้ว่าแพจะจอดดับเครื่องแต่ก็ยังต้องติดเครื่องปั่นไฟอยู่ทำให้เกิดเสียงดังไปรบกวนปลา แต่ที่หนักกว่านั้นก็น่าจะมาจากแพอีก๒ลำที่จอดประกบเราอยู่ ท่านเล่นแด๊นซ์ตั้งแต่ตอนเราเจอกันจนกระทั้งรุ่งขึ้นอีกวันก็ยังไม่หยุด ถ้าปลาตัวไหนยังขืนอยู่แถวนั้นผมว่าหูแตกแน่ครับ ผมว่าแบบนี้ตกต่ออีก๓วันเหยื่อปลาก็ไม่หายไปแน่เลย(นอกจากจะเน่าเปื่อยไปเอง)

ดูสภาพของคลองนาทับแล้วก็น่าเสียดายจริงๆ เพราะมีความกว้างและคดเคี้ยวมากกว่าคลองสะกอมบ้านผมมาก(ทำให้สวยมากกว่า)ได้ยินไกด์บอกว่าลึกตั้ง ๖-๗ เมตร (ไม่รู้ว่าโม้เกินหรือเปล่า) ที่เสียดายเพราะว่าดูเหมือนจะเพิ่งสูญเสียความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านไปไม่นานนัก สังเกตจากการที่ยังมีอุปกรณ์จับปลาแบบภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่ตลอดสองฝั่งคลอง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพทิ้งร้างหรือเลิกใช้แล้ว ดงต้นจากริมสองฝั่งคลองก็ไม่แน่นหนาเหมือนเดิม ขาดหายไปเป็นช่วงๆจากการขุดบ่อเลี้ยงกุ้งหรือนากุ้ง แสงและเสียงจากนากุ้ง(รวมทั้งน้ำที่เจือปนสารเคมีของนากุ้ง)ก็เป็นตัวทำลายธรรมชาติอีกทางหนึ่ง หากต่อไปต้องเจอกับน้ำเสียจากโรงงานอย่างว่าอีกคลองสายนี้ก็คงเหมือนคลองแสนแสบในไม่ช้า

คลองสะกอมบ้านผมก็ไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่ สมัยเด็กๆผมได้กินกุ้งก้ามกรามตัวโตๆเกือบทุกวัน เพราะผมมีชาย(ปู่)ที่อาศัยท้องน้ำตลอดสายของคลองสะกอมหาเลี้ยงชีพมาเกือบตลอดชีวิตของท่าน(เหมือนปู่เย็น) แต่เดี๋ยวนี้จะหาทำยาหยอดตายังยากเลย

กาลเวลาผ่านไป อะไรๆก็ย้อนกลับมายากเหลือเกิน คงเหลือไว้แต่เพียง  ความ.....ทรง......จำ...........

ปล. คนริมคลองนี่ ทำอะไรอยู่ที่ไหน อยากรู้จักนะครับ