- จากผลการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า การแข่งขันระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นการแข่งขันที่มีการเรียงลำดับความสามารถเป็นอันดับ 1, 2, 3....ตามผลการวัด มีข้อดี คือ ทำให้เกิดแรงจูงใจสูงสุดในการพัฒนาตนเเองของผู้เข้าแข่งขันที่มีความสามารถสูง แต่ข้อเสียคือ ทำให้เกิดความเครียด และเกิดความเห็นแก่ตัวเพราะต้องการเป็นผู้ชนะ
- การแข่งขันกับเกณฑ์และแข่งกับตัวเอง เช่น การเข้ารับการทดสอบเพื่อดูว่า คราวนี้เราทำได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาไหม แม้จะไม่กระตุ้นแรงจูงใจในการพัฒนามากนัก แต่ก็ดีที่ทำให้ไม่เครียด และไม่สร้างความรู้สึกเห็นแก่ตัว ยายไอดินในช่วงที่ยังไม่เกษียณ ก็จะให้นักศึกษาแข่งแบบหลัง อย่างเช่นให้ทดสอบทักษะภาษาอังกฤษก่อนพัฒนา แล้วนำผลการทดสอบของตนเองไปแปลความหมายตามเกณฑ์ ว่าอยู่ในระดับใด เช่น ระดับ 1, 2, 3, 4, 5, ต่อจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายการพัฒนา ดำเนินการพัฒน วัดว่าระดับดีขึ้นไหม คนที่เคยได้ระดับ 1 แล้วได้เลื่อนเป็นระดับ 2 จะถือว่ามีพัฒนาการในระดับเดียวกับผู้ที่เคยได้ระดับ 3 แล้วเลื่อนเป็นระดับ 4 และสูงกว่าผู้ที่เคยได้ระดับ 2 พัฒนาแล้วก็ได้ระดับ 2 เหมือนเดิม
- ทางการศึกษายึดหลักว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเก่งเท่ากันได้ แต่ครูและผู้ปกครองมีหน้าที่ๆ จะต้องช่วยให้นักเรียนและบุตรหลาน ได้รับโอกาสในการพัฒนาตนให้ถึงขีดสูงสุดของความสามารถของแต่ละคน
- นานมาแล้ว ลูกชายเคยสอบ Pre ม.ต้นในวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสต์ ได้อันดับ 1 ของจังหวัดอุบลฯ อันดับ 2 ของภาคอีสาน และอันดับเลขตัวเดียวของประเทศ ไม่แน่ใจอันดับที่แน่นอน เพราะใบประกาศเกียรติคุณเขาลงผิดว่า อันดับ 2 ของประเทศค่ะ เสียดายว่า ยายไอดินไม่ได้ส่งเสริมลูกตนเอง มัวแต่ไปส่งเสริมลูกศิษย์ ทั้งที่ลูกเป็นกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุ 3 ปีเศษ เลยทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาเท่าที่ควร ทั้งที่ Entrance ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ลาดกระบังตั้งแต่เรียนม.5 (สอบเทียบม.ปลาย กศน. และเรียนก่อนเกณฑ์ 1 ปี) ค่ะ