หมายเหตุ
คลื่นสมอง 4 ระดับ Bata Wave เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นขณะสมองตื่นตัวเต็มที่ในขณะที่เราทำกิจกรรมทั่วไป ไม่ใคร่มีสมาธิมากนัก ความถี่ 14 – 21 รอบ / วินาที Alpha Wave เป็นคลื่นที่เกิดในขณะที่สมาธิตื้นเป็นคลื่นที่เด็กสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ดีมาก โดยเฉพาะเป็นการเรียนรู้ระดับที่ส่งผลต่อจิตใต้สำนึก (Sub conscious) เกิดในช่วงที่คนรู้สึกผ่อนคลาย จิตสงบ ความถี่ 7 – 14 รอบ / วินาที Theta Wave เป็นคลื่นที่อยู่ในช่วงภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นดังนั้นคนจึงมีปรากฏการณ์ทางจิตมากที่สุดในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังหลับไม่ลึก อยู่ในภาวะ เคลิ้ม แต่สมองไม่อยู่ในภาวะที่ถูกควบคุมตามปกติ คือ ขาดจิตสำนึก (conscious) คอยควบคุม Delta Wave เป็นคลื่นที่เกิดในขณะที่หลับลึกที่สุด ซึ่งทั้งคลื่น ธีต้า และเดลต้า เป็นคลื่นที่มีประโยชน์มาก คนที่เป็นโรคจิตโรคประสาท เพราะมีคลื่นนี้ไม่เพียงพอเวลานอนจิตไม่สงบที่จะเข้าสู่การหลับลึกได้ จากหนังสือ “สมองมหัศจรรย์” ดร.อุษณีย์ อนุรุทวงศ์
สี่ระดับของการฟัง “Listen to others and to What Life Calls you to do”
Otto Scharmer.
หนังสือ “Theore U” ชาร์เมอร์ ได้จัดแบ่งการฟัง ออกเป็น 4 ระดับ
ระดับที่1
การฟังแบบใช้วิธีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Reacting) เป็นการดาวน์โหลด
“ชุดข้อมูลเก่า” ที่เรามีอยู่ในสมองมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว เราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่จากการฟังระดับนี้ เราเพียงตอบสนองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วเท่านั้น
ระดับที่ 2
เป็นการฟังที่เราพยายามที่จะแก้ไขปัญหา เพราเมื่อเราเริ่มรับรู้แล้วว่า การฟังของเรายังไม่ค่อยดี เรายังมีปัญหาเรื่องการรับฟัง เรายังไม่ได้ฟังลูกน้อง ไม่ได้ฟังลูก ไม่ได้ฟังสามีหรือภรรยาของเราอย่างดีมากเพียงพอ เราพยายามจะตั้งใจฟังมากขึ้น
เราพยายามค้นหาเทคนิคต่างๆในการฟัง เราเริ่ม “เปิดความคิด” แต่การฟังระดับนี้ยังเป็นการฟังเพื่อ “จับผิด” เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดที่เราเห็นนั้นถูกต้อง ของคนอื่นอาจไม่ถูกต้องนะ ยังเป็นการฟังเพื่อเปรียบเทียบว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ยังไม่พ้นเรื่องการตัดสินเรื่องถูกหรือผิด
ระดับที่ 3
เป็นการฟังที่ต้องอาศัย “การเปิดใจ” ซึ่งจะลึกซึ้งมากไปกว่าการ “เปิดความคิด” ในระดับที่สอง
เราเริ่มรู้สึกจริงๆกับคนที่กำลังพูดคุยกับเรา เราเริ่มฟังผ่านมุมมองของคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เราเริ่มด้วยการ “เปิดพื้นที่” ในตัวเราให้ว่างเพื่อให้ “คำพูด” ของคนที่เราสนทนาด้วยไหลผ่านเข้ามาในตัวเราได้ การฟังแบบนี้จะทำให้เรา “รู้สึก” เหมือนกับคนพูดที่กำลังรู้สึก รับรู้อารมณ์ที่แท้จริงของเขาว่า เขากำลังสื่อสารอะไรอยู่ การฟังระดับนี้ไม่ยากถ้าเราจะทดลองฝึกการใช้ “ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล”
ระดับที่ 4
เป็นการฟังระดับที่ลึกที่สุด ตามทฤษฎี ยู คือการฟังที่อยู่ ณ ก้นตัว ยู เป็นการฟังไปถึง “ความหมายที่แท้จริง” ที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ.......เป็นการฟังที่ไม่ใช่ฟังแต่เฉพาะตรงที่อยู่ตรงหน้าเรา เราจะฟัง “ตัวตน” ของเขาทั้งหมด ตัวตนทั้งในอดีตและอนาคตของคนคนนี้ สิ่งที่คนนี้ต้องการจะสื่อสารและในขณะเดียวกัน เราก็จะรับฟังบริบทรอบข้างทั้งหมดของเขาและของสถานการณ์ทั้งหมดในขณะนั้น
เป็นการฟังที่เราจะได้ “ความสดใหม่” ของอะไรบางอย่างที่จะปรากฏขึ้นมา ณ ขณะนั้น เป็นการฟังที่เราอาจจะได้ “ความรู้ใหม่” ที่สังเคราะห์และกลั่นตัวผ่านเรา แล้วแวบออกมาในความคิดของเราและอาจจะเป็นการฟังที่ทำให้เราได้ยินเสียงว่า “ชีวิตต้องการให้เราทำอะไร?” ออตโต ชาร์เมอร์ จบปริญญาเอกทางด้านเศรษศาสตร์และการบริหารจัดการ เขาทำเรื่องกระบวนการเรียนรู้มากมาย และเขาพบว่าเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดที่จะนำพาให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้นั้น ต้องอาศัย “ทักษะการฟัง” ทั้งหมดทั้งสิ้น
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ Dwithan @ hotmail.com มติชน 9 มี.ค.51
(ขอบคุณข้อมูลจากอินเตอร์เนต ของคุณหมอ วิธาน ฐานะวุฑฒ์)