ผมว่ามันอยู่ที่การตีความครับ จาก Genesis 1:26-30 ถ้ามองว่าเป็นการให้ "living in harmony" ก็ได้ครับ ต่างอยู่เกื้อกูล (เป็นอาหาร) ของกันและกันใหสมดุลย์ ส่วนมนุษย์นั้นให้ "rule over" ถ้าจะแปลหมายถึงให้เป็น "ผู้ปกป้อง" สิ่งที่พระเจ้าตั้งใจสร้างก็ได้ครับ

เหมือน a king rules over his kingdom ไม่ได้หมายความว่า a king can take benefits of the kingdom without mercy ครับ

ในขณะเดียวกันทางพุทธสายเถรวาทนั้นดูเหมือนจะเป็นสายเดียวที่ห้ามพระ "พรากของเขียว" ส่วนมหายานนั้นพระเพาะปลูกพืชและเก็บเกี่ยวสร้างอาหารเองได้ ผมเคยอ่านบทวิจารณ์ว่าข้อห้ามนี้เพิ่มขึ้นภายหลังเพื่อเป็นข้ออ้างให้พระไม่ต้องทำงานครับ (นั่นคือมีโอกาสเป็นอรหันต์มากขึ้น ในขณะพระมหายานต้องวุ่นวายอยู่กับการช่วยเหลือคนอื่นอย่างพระโพธิสัตว์) เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้มี "ข้อห้ามกิน" ซึ่งหมายความว่าก็ต้องมีส่วนในการทำลายพืชผลทางอ้อมอยู่ดีครับ

เท่าที่ผมอ่านๆ มา เถรวาทนั้นถูกมองทางลบก็มากอยู่ครับ เรื่องการกินเนื้อสัตว์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกโจมตีคล้ายๆ กับเรื่องพรากของเขียวครับ

ศาสนาหนึ่งที่ผมคิดว่าเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์คืออิสลาม (แต่ผมก็วิจารณ์ไม่ได้มากเพราะไม่รู้จริงและศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้คนนอกศาสนาหรือผู้ไม่ได้ศึกษามาอย่างจริงจังวิเคราะห์ศาสนา) แต่อิสลามดูเหมือนจะเป็นศาสนาที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดของโลกด้วยเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้วถูกติดป้ายว่าเป็นเพราะศาสนาอิสลามครับ

โดยสรุปแล้วผมคิดว่าอยู่ที่การตีความจริงๆ ข้อความและข้อห้ามในคำสอนของศาสนาต่างๆ นั้นถ้าจะตีความให้ดีก็ได้ จะตีความให้ผิดก็ได้ครับ