สวัสดีครับอาจารย์หมอ ป.ครับ
จำเพาะภาพชิงช้านี้เป็นภาพชายทะเลที่กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ครับ และตรงนี้ ชายหาดตรงที่ถ่ายภาพนี้นี่เป็นช่วงที่ไม่สวยเอาเสียเลย น้ำทะเลลงจนเห็นหาดทรายและดินโคลนไกลลิบ ชายหาดสกปรก เต็มไปด้วยขยะ พลาสติก ทรายก็ไม่สะอาด ไม่มีใครอยากเดินลงไป เรือหาปลาขนาดเล็กจอดติดโคลนกระจัดกระจาย ชาวบ้านที่ชายฝั่งบอกว่าประเดี๋ยวตอนกลางคืนน้ำก็จะขึ้น
ผมไปกับคณะศึกษาดูงานของ กฟผ ไปดูงานที่เทศบาลกุยบุรี พอดูงานเสร็จทางเทศบาลก็พาแวะไปดูการจัดการชุมชนรอบๆแล้วก็พากันไปนั่งกินข้าวกลางวันตรงนี้ ผมเลยเดินหามุมถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นหมายเหตุโดยไม่ต้องเป็นแต่ภาพคนและกิจกรรมทั่วๆไป ความที่อากาศก็ขมุกขมัวและสถานที่ก็ไม่งามเอาเสียเลย ก็เลยกว่าจะได้แต่ละภาพก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาเอาด้วยการเล่นมุมภาพครับ เลยก็พอได้ ๒-๓ ภาพ มีอีกชุดหนึ่งก็พอดูให่เพิลนๆได้ครับ
ภาพนี้นี่ หากอธิบายในภาษาศิลปะที่คุณหมอเห็นก็ชอบในแว๊บแรกได้ว่า การทำงานร่วมกันของกรอบภาพกับการขัดกันของเส้นและน้ำหนัก ที่เชื่อมโยงกันเป็นกลุ่มอยู่ในตำแหน่งของจุดสนใจพอดีนั้น อยู่ในระดับที่แรงแต่ลงตัวหรือประมาณ ๘๐ : ๒๐ [การมองเห็นด้วยแบบแผนทางศิลปะ : สัดส่วนที่ทำให้งามและถ่ายทอดเรื่องราวอย่างมีความหมายในภาพทิวทัศน์] ซึ่งในทางศิลปะแล้วจะเป็นสัดส่วนที่ส่งเสริมความแตกต่างให้กันแต่จะดึงดูดสายตาผู้ชมให้รู้สึกว่าเป็นสัดส่วนที่กลมกลืนและไปด้วยกันได้ เสาชิงช้ามีน้ำหนักสีดำทึบเป็นมวลขนาดใหญ่ แล้วก็ลดขนาดเป็นเส้นเชือกเสาชิงช้าลงไปประมาณ ๒๐ เท่า ขณะเดียวกันก็ลดลงไปเป็นใบสน จนเหลือเป็น Texture ฝอยๆ ซึ่งเคล็ดลับของการสร้างอรรถรสของภาพด้วย Contrast แบบต่างๆบนสิ่งที่เป็นองค์ประกอบย่อยๆในภาพอย่างนี้ เป็นสูตรสำเร็จที่นำมาเล่นทีไรก็จะได้ผลต่อการสะดุดความสนใจและสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมในภาพทัศนศิลป์ได้เสมอครับ
ส่วนที่ดูเหงาๆนั้น ก็เป็นอารมณ์ภาพที่เกิดจากลักษณะเส้นที่เกิดในภาพ การจัดสัดส่วนของภาพ และสีบรรยากาศออกเทาๆครึ้มฟ้าครึ้มฝน เส้นแนวราบต่ำกว่าระดับสายตา แล้วก็มีเส้นแนวดิ่งแบบตั้งฉากอย่างนี้ ภาษาการจัดองค์ประกอบภาพก็จะคาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นได้เหมือนกันว่าเป็นองค์ประกอบของเส้นที่ให้ความนิ่ง สีสันก็ไม่มี เลยก็ดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา
แต่ตอนที่ถ่ายภาพนี่สนุกครับ เพราะมันถ่ายยาก ไม่มีมุมเอาเสียเลย ตัวชิงช้านี้ก็อยู่ติดกับร้านอาหารและมีสิ่งกีดขวางเต็มไปหมด จะถ่ายให้เห็นเส้นขอบฟ้ากับทะเลในสภาพปรกตินี่ก็คงจะไม่ได้ครับ ก้มให้ติดพื้นก็ไม่ได้เพราะชิงช้าอยู่ต่ำเกินไป ผมต้องวางกล้องกดลงไปกับพื้นแล้วหงายขึ้น คะเนองศาของเลนส์โดยไม่ต้องมองช่องมองภาพ ความที่ถ่ายได้ยากจริงๆและได้มุมภาพที่จะไม่สามารถเห็นได้ด้วยมุมมองปรกติ เลยก็อยากนำมาแบ่งกันดูของคอศิลปะกับภาพถ่าย แล้วก็ทำให้ได้อรรถรสของการชมภาพมากขึ้น ด้วยการนำเสนอแบบ Photo-Poetry ล่ะสิครับ
ที่บ้านผมนี่อยากต้อนรับโครงการของชุมชน GFGAPและทุกท่านสักวันหนึ่งบ้างนะครับ เดี๋ยวหาจังหวะดีๆก่อนนะครับ