ระบบสื่อสารบอกเวลาชาวบ้าน ยังมีอีกหนึ่งอย่างนั่นคือเสียงหวูดจากโรงสี
ตอนเช้าถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณหกโมงเช้าหรือไงนี่แหละ แต่ถ้าเป็นตอนเที่ยงวันละก็จำได้แม่นยำมาก พอเที่ยงวัน โรงสีจะเปิดหวูดเสียงดัง ต่อเนื่องกันสักระยะ พอให้ได้รู้ว่าขณะนี้เที่ยงวันแล้ว เสียงหวูดนี้ดังไปไกลมาก ไกลหลายกิโลเมตรทีเดียว คิดว่าระยะสักสิบกิโลเมตรนี่ก็สามารถจะได้ยิน

เที่ยงวันนี่ ทำนาเหนื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าดำนา หรือหน้าเกี่ยวข้าว พอถึงเวลาประมาณนี้นี่ ชักอยากจะหยุดพักกินข้าวเต็มทีแล้ว ประกอบอาการหิวข้าวท้องร้องจ้อกๆ มันชวนให้พักเข้าร่มไม้หรือขึ้นห้างเสียนี่กระไร

ถ้าเหนื่อยมากๆนี่ ใจก็จะนึกว่าเมื่อไหร่พระจะตีกลองเพลเสียที หรือเมื่อไหร่โรงสีจะเปิดหวูดเสียทีหนอ เพราะถ้าได้ยินสัญญาณเสียงดังกล่าว(กลองเพล)หรือเสียงหวูด นั่นหมายถึงใกล้เวลาหยุดพักกินข้าวกลางวันแล้ว

มื้อเที่ยงที่อร่อยๆก็จะต้องมีแกงร้อนๆ ทำงานไปพอได้ยินกลองเพลหรือโรงสีเปิดหวูดนี่แม่ครัวก็เตรียมตัวหยุดพักงานนาไว้ก่อน เพื่อไปเตรียมทำอาหารกลางวัน

วันนี้นั่งคุยเรื่องนี้กับหลวงตาในวัด สอบถามว่าเวลาออกจากบ้านไปทำนาไม่มีนาฬิกา ไม่มีวิทยุไปนาด้วยนี่ ทราบเวลากินข้าวกลางวันได้อย่างไร(ฝนครึ้มๆ) คำตอบเหมือนคิดไว้ในใจเลย คือฟังเสียงกลองเพล ซึ่งอยู่ในนาสามารถได้ยินพระตีกลองเพลพร้อมกันหลายวัด และเสียงหวูดจากโรงสีในตอนเที่ยงวัน แสดงว่าประสบการณ์ตรงจากท้องทุ่ง นี่ไม่ต่างกันเลย