สวัสดีครับ คุณBlank sr

ด้วยความยินดีครับ

คำถามนี้ตอบยากครับและชวนให้สับสนด้วย เช่น อักษร ต เราเปลี่ยนมาเป็น ด (ออกเสียง ดอ) บ้าง เป็น ต (ออกเสียงคล้ายเดิม) ส่วนอักษร ท (ออกเสียง ดอ) เราเปลี่ยนมาออกเสียง ทอ ... แค่นี้ก็ปวดหัวพอสมควรแล้วครับ ;)

 

ก่อนอื่น ขอเสนอแนวคิดเรื่องการรับเอาภาษาบาลี-สันสกฤตมาใช้ ว่าน่าจะมีภูมิหลังอย่างนี้

1. การรับภาษาบาลีสันสกฤตมาใช้ในภูมิภาคแถบนี้ ว่าน่าจะรับมาหลายระลอก คำบาลีสันสกฤตที่เรามีใ้ช้ร่วมกันกับภาษาอื่นๆ ในอาเซียนน่าจะเป็นศัพท์รุ่นแรกๆ ที่รับเข้ามา คำเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสูง เพราะน่าจะรับเอามาเฉพาะเสียงจริงๆ เรื่องเสียงนั้นเปลี่ยนง่ายกว่าตัวอักษร

2. การเขียนบันทึกกับการออกเสียงนั้นเหมือนงูกินหาง เช่น เราพูดอย่างหนึ่ง แล้วเขียนเป็นอีกแบบหนึ่งไม่สู้ตรงกับการออกเสียงนัก แต่ต่อมา เราพยายามออกเสียงให้ตรงกับตัวเขียน ซึ่งแตกต่างไปจากการออกเสียงในตอนแรก. การเขียนอักษรไทยจริงๆ ก็คงจะเริ่มในราวสมัยพ่อขุนรามคำแหง หรือก่อนนั้นก็คงไม่มาก ทั้งๆ ที่เรารับภาษาบาลีและสันสกฤตมานานกว่านั้นหลายร้อยปี หรือถึงพันปี. แต่ก็ไม่ใช่การเขียนของบุคคลทั่วไป การเขียนอย่างมีแบบแผนจริงๆ น่าจะเริ่มในราวรัชกาลที่ 6 ขึ้นมา.

3. คำภาษาบาลีและสันสกฤตจำนวนหนึ่ง คนไทยรับผ่านภาษาเขมรอีกทีหนึ่ง มีบางคำเท่าที่ผมทราบ เขมรใช้วิธีนี้แหละ (อตีต เป็น อดีต). ไทยอาจรับมาดื้อๆ แบบนั้น. ส่วนที่ว่าทำไมเขมรเปลี่ยน ต เป็น ท ก็ต้องโยนไปให้เขมรอีก ;)... (คำพวกนี้มาจากเขมรเยอะจริงๆ นะครับ คงจะต้องรวบรวมสักที)

ผมขอสันนิษฐานว่า

1. คำที่เขียน ต เป็น ด, หรือออกเสียง ท เป็น ทอ (ทั้งที่ควรจะเป็นเสียง ดอ ตามภาษาอินเดีย) อาจเป็นคำที่รับมาก่อนการเีขียน. เมื่อเราใช้ตัวหนังสือมาเขียน จึงมีทั้งการเขียนตามเสียงเดิม และการเขียนโดยถ่ายถอด (transliteration) จากอักษรอินเดีย ซึ่งใช้กันลักลั่นเรื่อยมา

2. การตั้งใจดัดแปลงศัพท์ เพื่อใช้ในบทกลอนหรือวรรณคดี เช่น มารดร มารดา บิตุรงค์ บิดุรงค์

3. กรณีที่รับจากเขมร อักษรเขมรบางตัวออกเ้สียงได้สองแบบ (ขึ้นกับสระ) เช่น "เตชะ" อ่านว่า แดเจียะ, "ตมลึง" อ่านว่า ด็อมเลิง, แต่ "ตา" อ่านว่า ตา. จึงอาจมีการเทียบแนวจากเขมรก็ได้ครับ

 

การหาคำตอบอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ คงต้องรวบรวมคำที่มีการเปลี่ยนเสียงแบบนี้มาศึกษาวิเคราะห์เพื่อจะได้เห็นทิศทางครับ.