สวัสดีครับอาจารย์หมอป.ครับ
หากเปรียบเทียบกันระหว่างตัวสื่อเองจำเพาะรายชิ้น ของสื่อตัวนี้กับการออกมาตรการทางกฏหมายบังคับผู้ผลิตให้แสดงภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวบนซองบุหรี่พร้อมกับคำเตือนพิษภัยของบุหรี่ต่อสุขภาพ พอจะได้ประเด็นสำหรับใช้พิจารณาโดยสรุปดังนี้ครับ
ภาพบนซองบุหรี่ ประติมากรรมทารกในครรภ์มวนบุหรี่
๑.สารที่ต้องการสื่อ
ผลต่อสุขภาพ
ความร้ายแรงและโทษภัยบุหรี่
ความร้ายแรงแรง
ต่อคุณภาพคนและคุณภาพครรภ์
และโทษภัยของบุหรี่
๒.เทคนิคสื่อ
การขู่ให้กลัว
การสะดุดคิดและสร้างประเด็นความสนใจ
Fear
Arousal
ให้แสวงหาความรู้การปฏิบัติด้วยตนเอง
Voice Attention
๓.การนำเสนอ
ภาพเดี่ยว
ประติมากรรม จัดวางสื่อผสม
Single Media
Multi-Media
๔.จุดแข็ง
ความสมจริง
ความสะเทือนใจ พลังดลใจ
ความน่าเชื่อถือ
ยืดหยุ่นต่อความพร้อมและความสมัครใจ
เข้าถึงตรงผู้สูบ
๕.จุดอ่อน
การหมดความหมาย
มีข้อจำกัดในการนำเสนอ
การตีตราผู้สูบและ
ต้องจัดพื้นที่และจัดระบบสื่อเสริม
ให้ความหมายเชิงลบ
บิดเบือนออกจากโทษภัย
บุหรี่ ไปสู่การสร้าง
ภาพลบต่อคนสูบ
ในทางทฤษฎีนั้น ผลการศึกษาวิจัยสื่อกับผลต่อการใช้ในสถานการณ์ต่างๆในระยะหลังๆนั้ ต่างเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ไม่สามารถกำกับและควบคุมให้ตายตัวไปทุกสถานการณ์ได้ ดังนั้น จึงสรุปผลให้แน่นอนไม่ได้ มีงานวิจัยและการให้ทรรศนะวิพากษ์ของนักวิชาการด้านสื่อกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้บทสรุปไว้มากเหมือนกันที่กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันและรับประกันได้ว่าสื่อตัวหนึ่งที่ได้ผลดีกว่าสื่ออีกตัวหนึ่ง เมื่อสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไป จะยังใช้ได้ผลดีกว่าอยู่เสมอ ดังนั้น จึงพอจะสรุปได้ว่า การมีสื่อที่หลากหลาย และการใช้สื่ออย่างผสมผสาน จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนครอบคลุมความจำเป็นต่างๆได้ดีที่สุด สื่อต่างกัน และการทำหลายๆอย่าง จึงสามารถนำไปใช้ด้วยกันและเป็นการเพิ่มโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆที่ต้องการร่วมกัน โดยไม่ต้องเลือกว่าจะมีสื่อที่ดีที่สุดเพื่อนำไปแทนสื่ออย่างอื่น
ภาพบนซองบุหรี่นั้น อาจจะไม่ได้ผลและก่อให้เกิดผลลบอีกด้วย ซึ่งในทางทฤษฎีสื่อการเรียนรู้ ก็อธิบายได้เหมือนกันครับว่า อิทธิพลของสื่อและการนำเสนอนั้น มีบทบาทเพียงกาารสะดุดความสนใจและเปิดการรับรู้ให้กระบวนการปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้ของผู้เรียนหรือผู้รับสื่อ กับประสบการณ์และสารที่บรรจุลงสื่อ ซึ่งความมีอิทธิพลในลักษณะดังกล่าวนี้ จะมีขีดสูงสุดและต่ำสุดของการให้ผลอย่างที่ต้องการ หากพ้นไปจากขีดสูงสุดและต่ำสุดดังกล่าวนี้แล้ว ก็จะหมดความหมาย เช่น การปรากฏภาพบนซองบุหรี่อย่างแน่นอนตายตัวและซ้ำบ่อยๆ ด้วยปริมาณของความมีประสบการณ์ ณ ระดับหนึ่ง ก็จะหมดความหมาย อีกทั้งทำให้กลุ่มเป้าหมายชาชิน ซึ่งก็เป็นที่สงสัยและเป็นหัวข้อที่ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์ที่แตกต่างหลากหลายกันมากเหมือนกันว่าจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีหรือเปล่า
นอกจากนี้ ในอีกทางหนึ่ง การใช้วิธีสื่อแบบขู่ให้น่าเกลียดน่ากลัวนั้น ด้านที่ได้ผลก็มี แต่อีกด้านหนึ่ง การกลัวโทษภัยของบุหรี่กับการเชื่อมโยงบุหรี่ไปสู่การเกลียดกลัวคนสูบนั้น ในทางทฤษฎีจิตวิทยาแบบ Conditioning Stimuli ก็แสดงกระบวนการให้เห็นได้ว่าเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ดังนั้น การตีตราและให้ความหมาย 'เลว' แก่คนสูบ แทนการมุ่งลดผลกระทบและลดโทษภัยจากบุหรี่ จึงเกิดขึ้นมาแทนได้อยู่เสมอเหมือนกัน
ผลสืบเนื่องก็คือ คนสูบบุหรี่ที่เป็นกลุ่มที่ค้อยตามสังคมและขึ้นต่อพลังสังคมมากกว่าการพึ่งพลังอำนาจในตน ก็จะเกิดการยอมรับการตีตรา ถูกกีดกันและแปลกแยกตนเองออกจากมาตรฐานสังคม เกิดแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งเสพติดอย่างอื่นต่อไป ดังข้อค้นพบจำนวนมากยืนยันว่าผู้เสพสารเสพติดที่ร้ายแรงจำนวนมากมีจุดเริ่มต้นที่การสูบบุหรี่ ดังนั้น การขู่ให้เกลียดกลัวและตีตราคนสูบบุหรี่แทนการแก้ปัญหาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยต้อนรับและให้โอกาสคนอยู่้เสมอ จึงนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ก็กลับเป็นแรงสะท้อนเชิงลบ ผลักผู้สูบบุหรี่ให้หลุดไปสู่วงจรความเสี่ยงต่อการเสพสารเสพติดมากกว่าแต่เดิมที่สูบบุหรี่เสียอีก
แง่มุมนี้และหลักคิดตรงนี้ หากถือเป็นหลักทำงานสื่อกับการให้สุขศึกษาไปด้วยก็เชื่อว่าจะทำให้กระบวนการต่างๆมีความแยบคาย ทำงานได้ผล และก่อเกิดกระบวนการที่ดีอย่างอื่นไปด้วยครับ