ผมเคยเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างของการเทียบระดับแบบเดิม กับแบบจบ ม.6 ภายใน 8 เดือน ไว้บ้างแล้วในข้อ 1 ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/486491
แต่ละรูปแบบ จะมีทั้งความเหมือน ความคล้าย และความแตกต่างกัน เช่น
1.
การเทียบระดับแบบเดิม
1) รับผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
มีอาชีพที่เลี้ยงตนเองหรือครอบครัวได้มาแล้ว 1 ปี ไม่รับพระภิกษุ
2) เทียบระดับ ทีละระดับ (
ถึงแม้ด้านประสบการณ์จะสามารถได้คะแนนข้ามระดับได้
แต่ด้านความรู้ฯยังจะต้องลงทะเบียนเทียบระดับตามลำดับขั้นทีละระดับ
คือระดับประถม ม.ต้น ม.ปลาย )
3) เนื้อหาด้านความรู้ฯ แบ่งเป็น 6 มาตรฐาน หรือ 6 วิชา
คะแนนทุกวิชาถัวกันได้
เช่นได้คะแนนภาษาอังกฤษน้อยแต่ได้คะแนนวิชาอื่นมาก
ก็ผ่านได้ ด้านประสบการณ์ เน้นการพัฒนาอาชีพ
พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคมและชุมชน (
เนื้อหาจะง่ายกว่าแบบจบ ม.6 ใน 8 เดือน )
ใช้เวลาน้อยกว่าการเรียนตามหลักสูตรฯแบบพบกลุ่มหรือแบบทางไกล
4)
เน้นการไปประเมินเชิงประจักษ์ยังสถานที่ประกอบอาชีพจริง
จึงสมัครเทียบระดับได้เฉพาะสถานศึกษาที่เป็นเขตที่ตั้งของสถานที่ประกอบอาชีพ
5) มีพี่เลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการ
มีการเตรียมความพร้อมก่อนสอบบ้าง
แต่ไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ
6) วุฒิที่ได้ เท่ากับจบในระบบ แต่ไม่มีเกรด
จึงนำไปเรียนต่อในระบบแอดมิชชั่นไม่ได้
เรียนต่อมหาวิทยาลัยปิดได้ในบางหลักสูตรที่ไม่มีการแข่งขันหรือคัดเลือกโดยพิจารณาเกรดประกอบ
แต่เรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิด ( มสธ. ม.รามฯ ) ได้
7) ค่าลงทะเบียน 1,500 บาท ( มีงบประมาณสมทบหัวละ 1,500
บาท รวมเป็น 3,000 บาท )
สรุป รูปแบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ใหญ่ ที่มีการพัฒนาอาชีพ
มีการพัฒนาสังคมและชุมชน มีความรู้ในแต่ละระดับอยู่แล้ว
ต้องการวุฒิการศึกษาโดยเร็ว
ไม่เน้นเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปิด ( การเทียบระดับประถม
ต้องเลือกรูปแบบนี้ ผู้ที่มีวุฒิ ม.ต้นแล้ว
ก็ควรเลือกเทียบระดับ ม.ปลาย รูปแบบนี้ )
2.
การเทียบระดับแบบจบ ม.6 ใน 8 เดือน (
ใช้กฎหมายการเทียบระดับฯฉบับเดียวกับการเทียบระดับแบบเดิม
)
1) รับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีอาชีพที่เลี้ยงตนเองหรือครอบครัวได้มาแล้ว 3 ปี
รับพระภิกษุสามเณรด้วย
2) ไม่รับเทียบระดับประถม แต่รับผู้ที่มีวุฒิ ป.6
มาเทียบข้ามระดับให้ได้ ม.ปลายเลย
3) เนื้อหาแบ่งเป็น 9 วิชา ต้องผ่านทุกวิชา
คะแนนถัวกันไม่ได้ ทั้งวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ วิจัย ฯลฯ ต้องได้คะแนน 60 %
ขึ้นไปทุกวิชา ( เนื้อหารวม จะยากกว่าเทียบระดับแบบเดิม
)
ใช้เวลาน้อยกว่าการเรียนตามหลักสูตรฯแบบพบกลุ่มหรือแบบทางไกล
4) ไม่ประเมินด้านประสบการณ์
สามารถไปสมัครเทียบระดับที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ
5) มีสื่อ ( หนังสือ ) และครูที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ มีการติว
การเรียนการสอนเป็นทางการ
6) วุฒิที่ได้ เท่ากับจบในระบบ แต่ไม่มีเกรด
จึงนำไปเรียนต่อในระบบแอดมิชชั่นไม่ได้
เรียนต่อมหาวิทยาลัยปิดได้ในบางหลักสูตรที่ไม่มีการแข่งขันหรือคัดเลือกโดยพิจารณาเกรดประกอบ
แต่เรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิด ( มสธ. ม.รามฯ ) ได้
7) ค่าลงทะเบียน 1,500 บาท ( มีเงินงบประมาณปี 2556
สมทบหัวละ 3,000 บาท รวมเป็น 4,500 บาท )
สรุป รูปแบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป
ที่ประกอบอาชีพแล้ว 3 ปีขึ้นไป มีความรู้ในระดับ ม.ปลายอยู่แล้ว
หรือมีความสามารถที่จะเรียนรู้ในระยะเวลาสั้น
ต้องการวุฒิการศึกษาโดยเร็ว ไม่เน้นเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปิด
3.
การเรียนตามหลักสูตรฯ แบบพบกลุ่ม
1) รับผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
หรือผู้ที่อายุต่ำกว่าแต่มีความจำเป็นไม่สามารถเรียนในระบบได้
ไม่ต้องมีอาชีพ
2) ให้เรียนตามลำดับขั้น ทีละระดับ คือระดับ ประถม ม.ต้น
ม.ปลาย
3) เนื้อหาแบ่งเป็นหลายรายวิชา คล้ายในระบบโรงเรียน
ปกติจะใช้เวลามากกว่าการเทียบระดับ
แต่ปัจจุบันปรับให้สามารถเรียนจบในแต่ละระดับได้ภายใน 1 ปี ( 2
ภาคเรียน )
ด้วยการเน้นให้เทียบโอนความรู้เพื่อไม่ต้องเรียนในบางรายวิชา และ
เพิ่มจำนวนหน่วยกิตในการเรียนแต่ละภาคให้มากขึ้น
4) ต้องผ่านเงื่อนไขต่าง ๆ เช่นทำกิจกรรม
กพช. สามารถสมัครเรียนที่ใดก็ได้
5) มีสื่อ ( หนังสือ ) และครูประจำกลุ่มอย่างเป็นทางการ
มีการพบกลุ่ม สอนเสริม
ถึงแม้อาจจะใช้เวลามากกว่าการเทียบระดับแต่มีโอกาสเรียนจบมากกว่า
เพราะมีคะแนนระหว่างภาคเป็นคะแนนช่วย
6) วุฒิที่ได้ เท่ากับจบในระบบ และมีเกรด
จึงนำไปเรียนต่อในระบบแอดมิชชั่น และเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
ได้
7) เรียนฟรี ( มีเงินงบประมาณอุดหนุนรายหัว )
สรุป รูปแบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่อายุไม่มาก
มีอาชีพหรือไม่มีอาชีพก็ได้ ยังไม่มีความรู้ในแต่ละระดับ
ศึกษาด้วยตนเองไม่ค่อยเข้าใจ มีเวลาพบกลุ่ม
ต้องการความรู้และโอกาสเรียนจบมากกว่าการเทียบระดับ
ไม่ถนัดการเรียนทางไกล การใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต
อาจเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปิด
4.
การเรียนตามหลักสูตรฯ แบบทางไกล
ของสถาบันการศึกษาทางไกล ( หลักสูตรเดียวกันกับแบบพบกลุ่ม )
1) รับผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
หรือผู้ที่อายุต่ำกว่าแต่มีความจำเป็นไม่สามารถเรียนในระบบได้
มีอาชีพหรือไม่มีอาชีพก็ได้
2) รูปแบบนี้ในประเทศไม่รับระดับประถม
ให้เรียนตามลำดับขั้น ทีละระดับ คือระดับ ม.ต้น
ม.ปลาย
3) เนื้อหาแบ่งเป็นหลายรายวิชาคล้ายในระบบโรงเรียน
ปกติจะใช้เวลามากกว่าการเทียบระดับ
แต่ปัจจุบันปรับให้สามารถเรียนจบในแต่ละระดับได้ภายใน 1 ปี ( 2
ภาคเรียน )
ด้วยการเน้นให้เทียบโอนความรู้เพื่อไม่ต้องเรียนในบางรายวิชา และ
เพิ่มจำนวนหน่วยกิตในการเรียนแต่ละภาคให้มากขึ้น
4) ต้องผ่านเงื่อนไขต่าง ๆ
แต่สถาบันการศึกษาทางไกลพัฒนาแต่ละเงื่อนไขให้สะดวก เช่น
การเทียบโอนผลการเรียนจากการประเมินความรู้และประสบการณ์
ใช้วิธีทดสอบเพียงอย่างเดียว การทำกิจกรรม
กพช.มีความชัดเจน
การเก็บคะแนนระหว่างภาคใช้วิธีให้สอบแบบอัตนัยที่บ้านเพียงอย่างเดียว
จนสะดวกและง่ายกว่าการเรียนแบบพบกลุ่มเสียอีก
5)
มีสื่อผสมที่ละเอียด เพื่อการศึกษาด้วยตนเอง
และมีครูประจำวิชาอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องพบกลุ่ม
จะเข้ารับการสอนเสริมหรือไม่ก็ได้
ถึงแม้อาจจะใช้เวลามากกว่าการเทียบระดับแต่มีโอกาสเรียนจบมากกว่า
เพราะมีคะแนนระหว่างภาคเป็นคะแนนช่วย ( มีวิชาบังคับเลือก
ที่เหมาะสำหรับการศึกษาต่อ )
6) วุฒิที่ได้ เท่ากับจบในระบบ และมีเกรด
จึงนำไปเรียนต่อในระบบแอดมิชชั่น และเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
ได้
7) เรียนฟรี ( มีเงินงบประมาณอุดหนุนรายหัว )
สรุป รูปแบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่อายุไม่มาก
ศึกษาด้วยตนเองได้ ต้องการไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น
มีอาชีพหรือไม่มีอาชีพก็ได้ ยังไม่มีความรู้ในแต่ละระดับ
ไม่มีเวลาพบกลุ่ม
ต้องการความรู้และโอกาสเรียนจบมากกว่าการเทียบระดับ
ถนัดการเรียนทางไกล การใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต