สวัสดีครับอาจารย์หมอ ป.ครับ ชอบรูปที่คุณหมอนำมาแบ่งกันดูจังเลยครับ ดูแล้วก็ทั้งทำให้ได้อารมณ์ขัน และเห็นการนำเสนอทรรศนะเชิงวิพากษ์ไปในที ที่ทำให้ได้อารมณ์ขันนั้นก็เนื่องจาก เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่คุ้นเคยกับภาพนี้ ก็มักจะนึกถึงการเล่าแบบย่นย่อของการศึกษาทางโบราณคดีกับชีวิวิทยา อธิบายลำดับประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมและอารยธรรมต่างๆของมนุษย์ ตามแนวทฤษฎีวิวัฒนาการ คนพัฒนามาจากลิง
แต่ในรูปนี้ นำมาวาดล้อเลียนว่า จากลิงก็พัฒนาเป็นเกษตรกร วิศวกร นักธุรกิจ(หรือลักษณะคล้ายกับอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยเหมือนกันนะครับน่ะ) กระทั่งเป็นหลายอย่างในคนหนึ่งคน คือทั้งซินแส หมอ ศิลปิน และผู้นำคนอื่นเขาด้วยนี่ ชวนได้อารมณ์ขันดีครับ สงสัยคนวาดหรือคนให้ Creative Idea จะเป็นหมอนะครับเนี่ย เหมือนกำลังรำพึงขำๆกับตนเองแบบเล่าด้วยภาพเหมือนกันนะครับว่า ที่คนเป็นหมอต้องมีสภาพทำไปหมดทุกอย่างจนมือจะเป็นลิงแล้วนี่ พัฒนาการมาเป็นยุคๆอย่างไร เป็นอารมณ์ขันแบบใช้ความรู้จินตาการสร้างสรรเลยละ
ตรงที่คุณหมอพูดถึงกระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งวิถีประพฤติปฏิบัติ ในยุคที่สังคมสารสนเทศ Information age มีบทบาทมากยิ่งๆขึ้นในทุกมิติของสังคมและแทบทุกมิติของชีวิตนั้น สังคมได้เกิดความท้าทายอย่างใหม่ขึ้นมาหลายอย่าง ที่จะต้องมีการเรียนรู้ สร้างความรู้ความเข้าใจ เลือกสรรประสบการณ์ชีวิตและพัฒนาวิธีทำงาน ให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคม อยู่ตลอดเวลาไปด้วย การสื่อสาร รวบรวมข้อมูล และสร้างปัญญาไปบนกระบวนการปฏิบัติ อย่างคุณหมอมีข้อสังเกตนั้น ผมขอเห็นสบับสนุนด้วยเป็นอย่างมากครับ
คนทำงานทุกสาขาต้องมีวัฒนธรรมอย่างใหม่นี้ไปบนการทำงาน มีวงจรคุย สื่อสาร และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเพียงพอไปบนกระบวนการปฏิบัติ ซึ่งก็มักจะกลับทางกับที่คนส่วนใหญ่ทำตามความเคยชิน คือ แทนที่จะคุยและสื่อสารกันให้มากก่อนและระหว่างการทำ ก็กลับคุยเรื่องงานกันน้อยก่อนและระหว่างการทำ แต่มักไปบ่นและคุยปัญหาเชิงลบหลังทำทุกอย่างผ่านกันไปแล้ว ปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือและช่องทางการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรื่องเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายมากต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้คนในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน