สวัสดีครับพี่ใหญ่ครับ

ผมเองก็เพิ่งจะเคยได้ฟังและได้พินิจพิจารณาแง่มุมต่างๆอย่างนี้ ก็ในครั้งนี้แหละครับ ดูๆแล้ว ความเป็นเพลงพวงมาลัยแต่โดยลำพังนั้น ไม่สามารถเห็นสาระสำคัญอยู่ในตนเองเท่าไหร่นัก มีท่วงทำนองไม่ซับซ้อน ออกจากลากและโยนเสียงอย่างไม่เป็นจังหวะ เนื้อร้องในแต่ละบทก็สั้นๆ แต่พอได้พิจารณาสภาพแวดล้อมทางสังคม  รวมทั้งวิธีการเล่นเพลงพวงมาลัยแล้ว ก็กลับจะเห็นเรื่องราวที่มีความสอดประสานกลมกลืนของระบบสังคมวัฒนธรรมและการ ปรับตัวให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในถิ่นอาศัยของคนหนองบัว อย่างลึกซึ้งมากครับ

ขนบและทางของเพลง จะขึ้นต้นด้วยการร้องว่า เอ้อละเหยลอยมา หรือ เอ้อละเหยลอยไป ... จากนั้นก็จะต้องแต่งเอาเองว่าลอยไปไหน ซึ่งโดยมากก็จะเป็นสถานที่ ต้นไม้ ภูเขา และสิ่งต่างๆที่เป็นระบบนิเวศและเครือข่ายชีวิตที่ร่วมยุคสมัยของคนหนองบัวในขณะเล่นเพลง

ท่วงทำนองการเอื้อนและโยนเสียง นอกจากจะสะท้อนสำเนียงท้องถิ่นของคนหนองบัวมากแล้ว ก็พบว่า เพลงพวงมาลัยจะเล่นในเทศกาลสงกรานต์ มีการแบ่งข้างคนหนุ่มคนสาวเพื่อโยนลูกช่วง และแหล่งที่เป็นสถานที่สำหรับเล่นเพลงพวงมาลัยของชาวบ้านสืบต่อกันมาก็คือลานวัดใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นต้นมะขวิดในลานวัดหนองกลับและเป็นศูนย์กลางของชุมชน

ที่ไต้ร่มไม้ลานวัดสำหรับเล่นเพลงพวงมาลัยนั้น ชาวบ้านจะทำชิงช้าและใช้โล้เพื่อเล่นเพลงพวงมาลัย ดังนั้น เพลงพวงมาลัยและการเอื้อนในเพลง จึงสื่อสัมพันธ์มากกับการโล้ชิงช้า เป็นจังหวะที่กำกับด้วยการเล่นโล้ชิงช้า ไม่ใช่การเอื้อนและประดิษฐ์วรรคตอนด้วยจังหวะกลองและทางเพลง หากฟังในบรรยากาศของการโล้ชิงช้าหรือโยนลูกช่วง ก็จะเห็นจังหวะการเคลื่อนไหวที่ดำเนินไปอย่างกลมกลืนกับความมีชีวิตชีวาของผู้คนในเหตุการณ์จำเพาะนั้นๆ ความเป็นเพลงพวงมาลัย จึงมีความเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวระบบสังคมวัฒนธรรม มากกว่าเป็นเพลงเพื่อการฟังหาความรื่นรมย์จากบทเพลงแต่เพียงลำพัง

ตอนนั่งเสวนา ผมได้ชวนชาวบ้านวิเคราะห์และถอดรหัสจากความมีประสบการณ์ชีวิตเพื่อเข้าถึงความเป็นสังคมหนองบัวผ่านเพลงพวงมาลัยได้เยอะเลยครับ ตอนท้ายๆชาวบ้านก็เลยสามารถแสดงทรรศนะวิพากษ์และเชื่อมโยงมุมมองบนพื้นฐานชีวิตตนเองไปสู่ระบบต่างๆในสังคมได้อย่างลึกซึ้งมากครับ