• ปฏิบัติการ การใช้ยุทธศาสตร์ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" คงพบได้ทั่วไปในสังคมตะวันตกนะคะ อาจารย์หมอป.
  • บ้านเราจะได้ยินบ่อย ที่เป็นคำพูดในห้องอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร แต่ในทางปฏิบัติดูจะปรากฏให้เห็นน้อยมาก
  • ที่เป็นเช่นนั้น สาเหตุหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการเลี้ยงดูในครอบครัว ที่จะเน้นการเชื่อฟังแบบที่ให้เชื่อฟังเพราะมันเป็นคำสอนของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ให้เชื่อและนำไปปฏิบัติเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกฝ่าย
  • ประมาณสี่สิบกว่าปีมาแล้ว จะโต้แย้งกันประจำกับพี่คนติดกัน เพราะเป็นพี่น้องที่มีมุมมองต่างกันแทบทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เธอบอกว่า ถ้าเธอแต่งงาน เธอจะแต่งกับคนที่ผู้ใหญ่เลือกให้ เพราะถ้าเกิดผิดพลาดมา เธอก็จะไม่ได้รับการตำหนิเพราะเป็นการทำตามผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ก็จะต้องดูแลเธอ ชดเชยกับที่ให้คำแนะนำที่ผิดพลาด ในขณะที่เราเองบอกว่า จะเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง และจะยอมรับผิดชอบด้วยตนเองทุกกรณี ไม่ว่าผลการเลือกจะออกมาหมู่หรือจ่า เพราะเราย่อมรู้ดีกว่า ว่าอะไรเหมาะกับตนเองที่สุด    
  • เวลาเราโต้แย้งกันด้วยเหตุผลของแต่ละคน แม่ก็จะดุและบอกให้หยุดการโต้เถียง เราก็จะบอกแม่ว่า มันไม่ใช่การโต้เถียง แต่เป็นการโต้แย้งแสดงเหตุผล พอแต่ละคนแสดงเหตุผลของตนจบ ก็จบไม่ได้โกรธกัน (ถือว่าเป็นการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ไหมคะนี่) แต่แม่ก็ไม่ยอมรับอยู่ดี และแม่ก็ไม่อนุญาตให้เราแสดงเหตุผลใดๆ กับแม่ เพราะเราเรียกว่าเป็น "การแสดงเหตุผล" แต่แม่มองว่าเป็น "การเถียง"    
  • สถานศึกษาก็เป็นตัวการสนับสนุนการเลี้ยงดูในครอบครัว เน้นให้ผู้เรียนเชื่อฟังครูอย่างเดียว ห้ามโต้แย้ง เวลาอาจารย์บอกว่า มันเป็น "A" เราก็จะทำความเข้าใจ "A" (ไม่ใช่ตั้งท่าแต่จะแย้ง) เสร็จแล้วก็จะมีความคิดแทรกเข้ามาบ่อยๆ ว่า มันน่าจะมีโอกาสที่จะเป็น "B" เป็น "C" เป็น ฯลฯ ได้เช่นกัน จึงแสดงความเป็นในแนวทางอื่นที่จะเป็นไปได้ แต่อาจารย์จะแสดงอาการไม่พอใจและจะตัดบท  (ตั้งแต่ระดับอนุปริญญา...จนระดับปริญญาเอกที่เรียนไม่จบ) พอเรามาเป็นอาจารย์ เราพยายามที่จะถามผู้เรียนเสมอๆ ว่า ไหนใครคิดในแง่อื่นบ้าง อย่าคิดคล้อยตามตลอด ต้องลองคิดแย้งดูบ้าง เผื่อจะได้แนาทางใหม่ๆ แต่ก็ไม่มีใครแสดง ตลอดเวลา 35 ปีการศึกษาของการเป็นอาจารย์อุดมศึกษา
  • ที่ทำงานก็เสริมเข้าไปอีก ในที่ประชุมผู้ดำเนินการประชุมชอบให้มีบรรยากาศของการคล้อยตาม และผู้เข้าร่วมประชุมก็มักไม่แสดงความเห็นต่าง เพราะทุกคนต้องการเอาตัวรอด แต่พอออกนอกห้องประชุม จะเริ่มแสดงออกตรงกันข้าม อย่างที่เขาเรียกว่า ฝรั่งทะเลาะกันในห้องประชุม แต่เมื่อที่ประชุมมีมติอย่างไร ทุกคนก้จะยอมรับมตินั้น ไม่แสดงอาการขัดแย้งภายหลัง แต่พี่ไทยเป็นตรงกันข้าม ยอมตามในห้องประชุม แล้วไปขัดแย้งในภายหลัง คนที่แสดงความเห็นต่างอย่างเรา เพราะหวังจะให้องค์กรมีทางเลือกใหม่ไว้พิจารณากลับถูกมองว่า เป็นปฏิปัก์กับฝ่ายบริหาร  
  • นับเป็นโชคดีของอาจารย์หมอป.ที่มีผู้นำและทีมงาน ที่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" ในการทำงาน
  • เห็นหนูปูพูดถึง "Unity in Diversity" จึงได้นำมาฝาก ความเป็นเอกภาพในความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ลัทธิความเชื่อ และความคิด ค่ะ