Emotional Marketing เน้นการตอบสนองจิตวิญญาณและจิตใต้สำนึกของการทำความดี การมีส่วนร่วม และการเป็นคนดีที่ได้ช่วยยกระดับสังคม ซึ่งเน้นไปทั้ง value chain ของสายการผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ  ผู้ป้อนวัตถุดิบ  พนักงาน คู่ค่า ลูกค้า พันธมิตร ช่องทางการจัดจำหน่าย การขนส่ง ตลอดไปจนถึงผู้ถือหุ้น 

แอมมี่นำกระแสการตลาดอารมณ์มาประยุกต์กับกระแสแนวโน้ม lifestyle ในอนาคต เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ที่กว้างขึ้นในการวางกลยุทธ์การตลาด จากการอภิปรายเรื่องนี้ค่ะ


10 Trends แห่งอนาคต

  1. Sensory Branding ยุคหน้าเน้นการสร้างแบรนด์แบบครบทั้ง 5 สัมผัส คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส -- ดังนั้น การประยุกต์ใช้ คือ คุณต้องสามารถสาธิตสินค้าให้ลูกค้าได้จับต้อง มองเห็น ทดลองใช้ ลูบคลำได้ทันที เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึก (อยากได้ อยากใช้)
  2. Extreme Cynosure เทรนที่ผู้ชายหันมาทำอาหารมากขึ้น และมีวิธีปรุงอาหารแบบ engineering มากขึ้น  -- ก็แปลว่า ผู้ชายก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าเข้าบ้านมากขึ้นด้วย  จากเดิมที่ผู้หญิงซื้อของเข้าบ้านมากกว่า การตลาดจึงอาจจะต้องสร้างความรู้สึกตื่นเต้น หรือนำเทคโนโลยีมาให้ผู้ชายได้ใช้แล้วรู้สึกสนุกกับสินค้า
  3. Austerity กระแสประหยัด มีการเลือกใช้ระหว่าง house brand & luxury brand  -- อย่างวิกฤตน้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติ คนยิ่งประหยัดเงินมากขึ้น  วิธีการคือ ต้องพยายามสร้างความรู้สึกของประสบการณ์ luxury บวกกับ ของคุณภาพดี ราคาสูง เน้นการอนุรักษ์ทั้งระบบ ได้ดีกว่าบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ราคาถูก แต่อาจจะเอาเปรียบในเรื่องแรงงาน หรือทำร้ายโลก
  4. New Entrepreneur Nomad สินค้าความคิดสร้างสรรค์ แปลกๆ เท่ๆ ดีดี  --- ตรงกับเทรนด์ที่คนชอบความเป็นตัวตนมากขึ้น มีความเป็นตัวเองสูง จึงนิยมใช้สินค้าที่แปลก ไม่เหมือนใคร  จึงต้องเน้นการตลาดและการขายที่ ความแปลก ความแตกต่าง แทนความเป็นตัวคุณ มากขึ้น
  5. New Collectible ของสะสมแปลกๆ หายากมากขึ้น --- เกี่ยวเนื่องกับข้อ 4 และกลยุทธ์การขายเรื่องของจำนวนจำกัด  ยิ่งเมื่อเร้าอยากเน้นการขายของ luxury มากขึ้น ก็ต้องยกระดับความอยากได้ขึ้นไปเป็นของจำนวนจำกัด limited edition มากขึ้น  หลายแบรนด์ทำ เช่น นาฬิกา รองเท้า  เสื้อผ้า  อ้อ... ทางฝั่ง ศาสนาก็ทำเรื่องนี้เช่น พระเครื่องรุ่นหายากๆ เป็นต้น
  6. Surreal Sell ผู้บริโภคนิยมใช้สินค้าไฮโซ รสนิยมสูง ราคาแพง  --- ในเมื่อมันกำลังเป็นกระแสนิยม ก็ควรจะต้องรู้จักนำเทรนมาใช้  เช่น สินค้า IPhone แม้แพง แต่คนก็นิยม อยากได้ อยากมี  แม้น้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง แต่คนขับรถ SLK กลับมีมากขึ้น  ลองอ่านจากข้อ 1-5 ดูก็จะเข้าใจว่าทำไม 
  7. Stepford Husband ยุคที่สามีทำงานได้ทุกอย่าง สลับกับภรรยา --- เกี่ยวเนื่องกับข้อ 2  แปลว่า เท่าเทียมกันสุดๆ ผู้หญิงอาจจะถูกแย่งงานมากขึ้น หรือความต้องการของผู้บริโภคถูกยกระดับ  เช่น กรณีความต้องการพยาบาลชาย เพราะสามารถยก หรือช่วยเหลือคนไข้ผู้ชาย/ร่างใหญ่ ได้ดีกว่าพยาบาลหญิง  หรือเมื่อห้าหกปีที่แล้ว เราพูดถึงตลาดผู้หญิง 50% ก็อาจจะต้องหวนกลับมาคิดถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผลิตสินค้าที่ใช้ได้สนุกมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งของผู้ชายและกลุ่มผู้หญิง
  8. Techno Toilets เกิดส้วมอัจฉริยะที่สามารถทำงานเองได้  --- หมายรวมว่า จะเกิดสิ่งประดิษฐ์ใช้งานเองง่ายๆ ขึ้นอีกมากมาย  การวางแผนการตลาดและการขายจึงต้องนำนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่เข้ามาใช้กับสินค้าและบริการด้วย
  9. Fast Moving - Good Food Service ธุรกิจด้านอาหาร ต้องวาง Positioning แบบ Good Food จึงขายได้  --- ซึ่งหมายถึงว่า ธุรกิจอาหารแบบ fast food จะเสื่อมความนิยมลงไป  อาจจะต้องเน้นคุณภาพของอาหารและการบริการมากขึ้น  หลายร้าน เช่น KFC และ McDonald ก็ได้ปรับรูปแบบร้านไปจากเดิมเพื่อรองรับเทรนด์นี้ เรียบร้อยแล้ว
  10. Taxidermy ธุรกิจค้าปลีกหันมาตกแต่งจัดร้านแบบเหมือนจริง ใส่บรรยากาศมากขึ้น  --- เราจะเห็นการเติบโตของ "เพลินวาน" ที่จัดร้านค้ากลับไปสู่สเน่ห์ของยุคก่อน  หรือ CDC เน้นการแต่งร้านแบบทันสมัยล้ำอนาคต  และอีกหลายห้างสรรพสินค้าที่มี theme การจัดร้านแปลกๆ ใหม่ๆ  --- ดังนั้น นักการตลาดและการขายจึงควรจะต้องนำเทรนด์ข้อนี้ มาลองประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการของตนเอง เพื่อตอบสนองกระแสการเปลี่ยนแปลง 10 เทรนด์นี้ด้วยค่ะ