สวัสดีครับอาจารย์หมอ ป.ครับ

ข้อสังเกตของคุณหมอนี่ ช่างพ้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอยู้เบื้องหลังเลยครับ เพราะสีเหลืองเปลือกมะนาวที่นำมาทาสีเก้าอี้นี่ ผมต้องช่วยกันสุมหัวกับแม่บ้านและไปยืนชั่งใจดูแล้วดูอีกที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างอยู่เป็นนานสองนานเลยเชียวครับ ผมเป็นคนเลือกเองว่าควรจะเป็นสีเหลือง แต่สีในกลุ่มนี้มีสีเหลืองทอง กับสีเหลืองเปลือกมะนาว ใจผมนั้นคิดว่าควรจะเป็นสีเหลืองทอง เพราะดูมีน้ำหนักและจะเหมือนกับมีสีอุ่นๆของสีแดงกับดิน สะท้อนเข้าไปอยู่ในน้ำหนักของสีนี้ด้วย แต่แม่บ้านอยากได้สีเหลืองเปลือกมะนาว เธอบอกว่าดูสดและสว่างดี ในขณะที่ผมเองคิดว่าสีมันแจ๋นและเบา ไม่เสริมอารมณ์ความเป็นเก้าอี้ซึ่งดูมีน้ำหนักและเป็นกลุ่มของสิ่งที่อยู่กับพื้น น่าจะเป็นสีของโป่งสวรรค์ หรือสิ่งที่ให้ความรู้สึกเบา พลิ้วไหว เสียมากกว่า

แต่เมื่อเอามาทาแล้วก็แปลกตาดีครับ อีกทั้งเป็นไปตามความต้องการทั้งของผมกับแม่บ้านอีกด้วย คือ ผมตามใจให้เป็นสีเปลือกมะนาวอย่างแนวคิดของเธอ แต่พอทาและเมื่อแห้งแล้ว สีก็กลับไม่ออกเป็นสีเหลืองเปลือกมะนาวครับ สีของเนื้อไม้และสีเก่าแบบขาวเจือฟ้าหม่นอันเป็นสีเดิมของเก้าอี้ ออกมาผสมกับสีที่ทาใหม่ เลยกลายเป็นตัวทำให้สีเหลืองเปลือกมะนาวกลายเป็นเข้มลงไปจนเกือบเป็นสีเหลืองทองไปเลย เลยเหมือนกับเป็นเหลืองทองเปลือกมะนาว แปลกตาไปอีก อย่างไม่ตั้งใจครับ

สอดคล้องกับข้อปรารภของคุณหมอด้วยพอดีในบางแง่เหมือนกันเลยนะครับ กล่าวคือ ในบางสถานการณ์ ทั้งตัวเราเองและสิ่งที่เป็นความเชื่อส่วนตน กับสิ่งแวดล้อม ต่างก็สะท้อนความเป็นซึ่งกันและกัน เราใช้ความเชื่อจัดความสัมพันธ์ตนเองกับสิ่งแวดล้อมและสร้างสิ่งแวดล้อมไปตามสิ่งที่เราเชื่อ ขณะเดียวกัน สิ่งแวดล้อมก็มีอิทธิพลต่อชีวิตและความรู้สึกนึกคิดต่างๆของเรา สถานการณ์อย่างนี้ หากถือเอามรรควิถีทางสายกลาง ก็คงต้องมุ่งไปที่จุดหมายที่พึงมีพึงเป็นอย่างความเป็นจริงที่มันเป็นของสิ่งนั้นๆ แล้วก็ปฏิบัติไปตามหนทางที่ถูกต้อง เหมาะสม ถูกกาลเทศะ และพอเพียงแก่ความจำเป็นต่างๆที่คิดใคร่ครวญและแยบคายดีที่สุดแล้วตามกำลังสติปัญญากับเงื่อนไขในห้วงหนึ่งในชีวิตของเรา อย่างนี้ก็คงไม่ต้องมุ่งไปเพื่อตัวเราเอง หรือต้องคล้อยตามไปกับสิ่งแวดล้อม ไม่เอนเอียงไปสู่ทั้งสองอย่างเพียงเพื่อถูกใจตนเองหรือตามใจผู้อื่น อย่างนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งได้เหมือนกันนะครับ