ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอและบันทึกของคุณหมอหัวข้อที่ทำให้เกิดบันทึกสืบเนื่องหัวข้อนี้มากเป็นอย่างยิ่งเช่นกันครับ ที่เหมือนเป็นการตั้งหัวข้อให้ได้กล่าวถึงและบันทึกแบ่งปันกัน เพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องหนึ่งในจำนวนหลายๆเรื่อง ที่เพื่อนเคยร่วมงานกันรุ่นเก่าๆ เมื่อจัดงานสำหรับองค์กรและเสวนากันในหมู่คนทำงาน ก็มักจะให้ผมเล่าเรื่องต่างๆนาๆ เพื่อรำลึกสืบทอดหรือทำให้เกิดจุดเริ่มต้นคุยเรื่องอื่นๆกันต่อไปอย่างมีความเป็นมาเป็นไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีละครับ เพราะต่อๆมา คนเก่าๆก็ยิ่งมีเรื่องรำลึกเยอะมากยิ่งๆขึ้น และคนรุ่นหลังๆก็ชักเริ่มบอกว่า โลกมันต้องเปลี่ยนแปลง จะไปมัวติดอยู่กับเรื่องราวในอดีตอยู่ก็ไม่ต้องทำอะไรใหม่ๆกัน ซึ่งก็เป็นวิธีบอกในทางอ้อมว่าชักฟังไม่ได้ยินสาระและจุดหมายเพื่อการสั่งสมสืบทอดของสิ่งที่นำมาพูดกัน ไม่ได้มากไปกว่าเห็นคนเฒ่าเล่าความหลังกันแล้วล่ะสิครับ เลยไม่ค่อยเห็นความสำคัญที่จะนำมาคุยถึงกันแล้วละครับ

ตรงที่คุณหมอโค๊ตมานั้น อาจจะเป็นแนวคิด สำหรับแสดงให้เห็นหลักคิดแลเะเหตุผลเบื้องหลังของการปฏิบัติและจัดกระบวนการให้ศึกษาอบรมตนเอง ทั้งแก่นักวิชาชีพและคนทั่วไป ในโอกาสต่างๆ ที่เป็นเรื่องการพัฒนาด้านใจ อีกแนวหนึ่งหรือเปล่านะครับ เช่น การจัดกิจกรรมเจริญสติภาวนา การจัดกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ด้านในด้วยศิลปะ ดนตรี และอื่นๆที่เป็นศาสตร์และศิลปะของการพัฒนาด้านใน เหล่านี้ ผมได้พบแก่ตนเองอยู่เป็นประจำว่า หากเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกกระบวนการโยนิโสมนสิการ ทำโครงการเจริญสติภาวนา ก็จะไปติดอยู่ในเรื่องการทำบุญและทำศานกิจ ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี ร้องเพลง ก็ไปติดอยู่กับการสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม การได้ผ่อนคลายอารมณ์และสร้างความสุข ไปไม่ถึงการสร้างประสบการณ์ในการสังเกตตนเอง เพื่อเรียนรู้ตนเองและเข้าถึงโลกด้านละเอียดอ่อนของมนุษย์ ทำให้ไม่พอที่จะรู้จักกระบวนการศึกษาเรียนรู้จากภายใน และใช้ชีวิตเป็นฐานของการเรียนรู้อีกด้านให้สมดุลความความรู้ด้านนอกไม่ได้ เป็นข้อสังเกตเพื่อเติมกำลังคิดให้กันน่ะครับ