- อาจารย์คุยเรื่องยากๆให้เข้าใจได้ง๊ายง่าย แล้วก็ยกตัวอย่างได้น่าสนใจ เข้าใกล้ตัวได้อย่างดีอีกด้วย
- อาจารย์กล่าวถึงประเด็นที่สำคัญมากครับ เพราะเป็นเรื่องการตั้งคำถามเพื่อการพัฒนาเชิงระเบียบวิธีให้ก้าวหน้าอยู่เสมอๆ หรือไม่ก็ทำให้เกิดการสะดุดคิด แม้จะเป็นคำถามเดิมๆก็ทำให้มีความตระหนักรู้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้ไปด้วยอยู่เสมอๆ
- ความสำคัญมากที่สุด ที่เกี่ยวกับความรู้ก็คือ จะใช้ความรู้ชนิดที่เป็นความรู้ที่แยกออกจากการปฏิบัติ แล้วให้บทสรุปทั่วไป หรือความรู้อีกแบบหนึ่ง ที่เป็นความรู้ที่สะท้อนความจริงอยู่บนการปฏิบัติได้ แก้ปัญหาได้ ซึ่งบางกรณี ปัญหานี้ก็สำคัญและจำเป็นต้องตั้งคำถามไว้ด้วย
- แต่บางเรื่อง บางปัญหา คำถามอย่างนี้ก็ไม่อยู่ในระดับที่จะต้องไปติด หรือข้ามไปได้เลย เพราะการวิจัยเป็นเพียงเครื่องมือและวิธีการ แต่เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงผลการวิจัยว่าจะออกมาไปทางไหน ทว่า ต้องการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาชีวิต คุณภาพแห่งชีวิต จะได้ความรู้แบบไหน หากเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับเงื่อนไขนั้นๆ ก็ไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น
- อันที่จริง หากมุ่งไปที่สาระสำคัญและประเด็นหลักของสังคม ที่เปลี่ยนจากวิธีการตัดสินใจและการใช้ระบบจัดการตนเองของสังคม จากระบบที่ไม่เอื้อต่อคนส่วนใหญ่และคนเสียเปรียบ เช่น ใช้ผู้นำเผด็จการไม่กี่คน ใช้กำลังความรุนแรงซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยแต่ต่อสู่ไม่ไหว ใช้ความเชื่อและความศรัทธาแบบผูกขาดซึ่งเป็นหลักประกันอะไรที่แน่นอไม่ได้อย่างในยุคพ่อมดหมอผี หรือผู้ที่ใช้ความศรัทธา เหล่านี้ ไปสู่การใช้เครื่องมือและวิธีการทางความรู้ ใช้ปัญญา ความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ในสังคมต่างๆ สามารถเดินไปบนวิธีการอย่างนั้นได้ ซึ่งเราเรียกเป็นหลักสำคัญว่า ใช้ความรู้และวิธีสร้างความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นเครื่องชี้นำการคิดและตัดสินใจต่อความเป็นส่วนรวมที่จะอยู่ด้วยกันในเลื่อนไขต่างๆของผู้คน......คุณูปการที่สำคัญอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะทำให้สังคมมีโอกาสเกิดความศานติ เท่าเทียม เสมอภาค มีอิสรภาพ มีเสรีภาพ ได้โครงส้รางที่เอื้อต่อการเดินเข้าหากันของมนุษย์แบบเป็นพี่เป็นน้องกัน ถือหลักอย่างนี้เป็นแก่น ก็จะทำให้การวิจัยเป็นเรื่องที่ชาวบ้านก็แตะต้องได้และเรียนรู้เพื่อพัฒนาได้
- แต่โดยทั่วไป สังคมวิชาการ รวมทั้งสังคมทั่วไปที่ไม่ค่อยสนใจที่สาระสำคัญและหลักการใหญ่ แต่ไปสนใจแพ็คเกจ พิธีกรรม เครื่องปรุงรส หรือความเป็นเทคนิคปฏิบัติ กระทั่งมีจำนวนไม่น้อยที่ก็เคลิ้มๆไป กระทั่งทำท่าจะเป็นการทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องเคารพเทอดทูนยิ่งกว่าศาสนาและพิธีกรรมของพ่อมดหมอผี เที่ยวไปแตะต้องและไปจดจำมาพูด ก็อาจจะต้องตัดมือทิ้ง ตัดลิ้น และจับโยนลงกะทะ ซึ่งมันไม่น่าจะใช่ การวิจัยเป็นวิธีการใช้ความรู้และวัฒนธรรมใช้ปัญยาสำหรับการอยู่ด้วยกัน
- จะอ่อนแก่ สูงต่ำ เจนเนอราลไลซ์ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องเรียนรู้ พัฒนา และยกระดับได้ งอกงาม เติบโต มีโอกาสเกิดทางเลือกได้มากมาย และมีโอกาสเกิดผู้นำการสร้างสรรค์สิ่งดีจากผู้คนทุกคนเสมอกัน เหมือนกับที่มักหล่าวถึงพระพุทธองค์ทรงให้พุทธวจนว่า ความเป็นพุทธธะนั้น มีอยู่ในทุกคน นี่หากผมพูดอย่างนี้อย่างในยุคคือคัมภีร์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วละก็ ผมก็จะต้องถูกเอาเอาเหล็กแทงลิ้นและราดด้วยทราบคั่วร้อนๆแล้วน่ะครับ เพราะคนที่จะสามารถอ่านหนังสือและพูดเรื่องความรู้ได้ ต้องได้รับสิทธิจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ทำนองนี้แหละครับ
- พูดนอกเรื่องมากไปหน่อยครับอาจารย์ เป็นการเสวนากันนะครับ ผมถือว่าคนทำงานความรู้ต้องคุยกันเรื่องลักษณะอย่างนี้จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆน่ะครับ สังคมแห่งความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ คุยเรื่องอย่างนี้ได้ไม้กว้างขวางละก็ คงจะเกิดความแพร่หลายและเป็นวัฒนธรรม ผสมผสานอยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ได้ยาก