ท่านอาจารย์ประคัลภ์ ครับ
ตรงนี้ผมคิดเห็นว่าเป็นประเด็นที่ดีมากครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนด้วยครับ
    การมอบหมายงานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก งานที่ได้รับมอบหมายจะสำเร็จสัมฤทธิผลหรือไม่เพียงใดนั้น ไม่ได้อยู่ที่ผู้สั่งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้ทำหรือผู้ปฏิบัติ ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น งานที่ให้จึงต้องสอดคล้องกับสมรรถนะหรือศักยภาพของผู้ปฏิบัติที่มี และที่ควรจะมีครับ
    การสั่งงานที่ไม่เลือกผู้ปฏิบัติ เช่น คนขับรถไปทำบัญชี คนเดินเอกสารไปทำงานด้านวิเคราะห์ข้อมูล ผมเองไม่อาจตอบว่าหัวหน้านั้นเข้าใจงานมากน้อยเพียงใด  เข้าใจคนหรือผู้ปฏิบัติมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความท้าทาย กับสมรรถนะของผู้ปฏฺบัติงานที่ต้องเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง ครับ หากทั้งสองไม่สมพันธ์กัน จุดบอดจะเกิดขึ้น

  ผมเห็นว่า "การมอบหมายงานในสิ่งที่พนักงานพอจะทำได้ และพยายามสอนงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พนักงานเกิดทักษะและได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ดี และการที่ลูกน้องเขาก็พยายามทำงานอย่างเต็มที่ ก็เป็นสิ่งที่ดีด้วยเช่น สำคัญหลักๆ จึงอยู่ที่ "การไม่เห็นใจเขา ไม่สนใจเขา" นั่นคือเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ที่ลดลง
  และ "หากหัวหน้าเองก็พยายามที่จะพูดคุย และทำความเข้าใจทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องการทำงาน ของเขาอยูู่" เหมือนการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ปัญหาต้นเหตุที่ไม่ได้รับการแก้ไขนั่นคือ "การไม่เห็นใจเขา ไม่สนใจเขา" ในเรื่องที่เขาอยากให้ท่านเห็นใจและสนใจ หากละเลยหรือไปพูดเรื่องอื่นๆ ไม่ปรับความเข้าใจให้ตรงกัน ก็จะทำให้เขามียิ่งมีอคติบานปลายมากขึ้น เพราะอาจจะมองว่า หัวหน้ามายุ่งกับเราทำไม หรือมาคอยจับผิดเขา
  จะพูดอย่างไร ให้เปิดใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  "ใจเขาใจเรา" เป็นสิ่งที่น่าคิดนะครับ