มาแลกเปลี่ยนในมุมมองทางวัฒนธรรมนะครับ

“ค่ายสร้าง” ไม่ได้มีแค่วัตถุที่สร้างขึ้นมา แต่ยังสร้าง/ผลิตซ้ำวัฒนธรรมหลายๆอย่าง มากบ้าง น้อยบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นมิติที่สำคัญ คือการสร้างวัฒนธรรม (ในอุดมคติ) อาทิ

  การเรียนรู้และถ่อมตนต่อคนยากจน
  ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย
  การผลิตซ้ำทางศีลธรรมอื่นๆ เช่น ศีลห้า

  เหล่านี้ ไม่อาจบอกได้ว่าถูกหรือผิด แต่เป็นแนวคิดการทำค่ายที่ผมเห็นว่าสืบเนื่องมาจากอดีตนะครับ 

หลายๆครั้ง นักออกแบบค่ายก็หลงอยู่ในอุดมคติมาก ลืมไปว่าคนไม่ใช่เทวดา เพราะยากเหลือเกินที่จะหาใครมาเป็นโมเดลลิ่งได้ขนาดนั้น พอชาวค่ายไม่เป็นไปดังหวัง เราก็พลอยตบะแตก

ยังไงก็ตาม ในมุมมองของชาวค่าย (ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกับผู้ออกแบบค่าย) เขาก็ย่อมตีความโจทย์ต่างกันออกไป

  ความแตกต่างทางความคิดนี่แหละ ในมุมของการวิจัยมันคือขุมความรู้ครับ



   เช่น นักศึกษาคนหนึ่งอาจมองว่า การไปค่ายเป็นการฝึกให้ตัวเองรู้จักสังคมกว้างขึ้น อีกคนอาจจะมองว่าไปเพราะว่าเบื่อเรียน บางคนไปเพราะไม่มีเงินใช้ (ไปค่าย อย่างน้อยก็ได้กินข้าว)บางคนไปเพราะอยากไปจีบสาว บางคนไปเพราะเหงา บางคนไปแสวงหาตัวเอง บางคนไปเพราะไม่มีที่จะไป(หมายถึงชีวิตนี้ หมดอาลัยตายอยาก อาจจะอกหัก หรือสอบตก หรือมีปัญหาชีวิตอื่นๆ)บางคนไปเพราะมีจิตอาสาจริงๆ


    การวางระเบียบค่ายนั้นจำเป็นครับ เพราะอยู่กันหมู่มาก และอาจจะไปสร้างความลำบากให้หมู่บ้านได้


    อย่างไรก็ตาม มุมมองที่แตกต่างของพวกเขา ไม่ใช่ปัญหา แต่มันสะท้อนอะไรบางอย่าง ที่งานพัฒนานักศึกษา สามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องครับ