11 ก.ค. 54

 

กล่าวรายงานโครงการฯ

-          กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อพัฒนาให้เกิดการทำงานเชิงรุก เน้นการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของ สกย. ให้พร้อมกับการทำงานในโลกยุคเปลี่ยนแปลง เรียนรู้การรับมือการเปิดการค้าเสรีอาเซียน รู้จักคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สำหรับการทำงานยุคใหม่

-          การดำเนินการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ

 

กล่าวเปิดโครงการและปาฐกถาพิเศษ

เรื่อง    จริยธรรมของผู้นำ

โดย     ฯพณฯ ดร.อำพล เสนาณรงค์

 - กล่าวแสดงความยินดีกับการจัดหลักสูตรนี้ และยินดีที่เป็นหลักสูตรในการจัดเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานของผู้นำ สกย.ให้เตรียมพร้อมกับการทำงานในการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

การบรรยายหัวข้อ ทศพิธราชธรรม (จริยธรรมของผู้บริหาร)

- ขอนำหลักทศพิธราชธรรมที่เป็นหลักในพระมหากษัตริย์ไทยใช้มาโดยตลอดสืบทอดมาเป็นระยะเวลานาน เป็นหลักการปกครองเพื่อให้บ้านเมืองเป็นสุข รวมทั้ง พระองค์ทรงให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานต่าง ๆ ไปปรับใช้ พระองค์ไม่ได้รับสั่งโดยตรง แต่เป็นการทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง

1.ศิล 5

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงผนวชเมื่อ 29 พรรษา และทรงศึกษาหลักธรรมคำสอนโดยตลอด พระองค์ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง

2. อาชวะ คือความซื่อตรง

พระองค์ทรงรักษาสัตย์ในการบริหาร  พระองค์ทรงลงนามในการแต่งตั้ง ทรงงานโดยการรับทราบ และผ่านความเห็นชอบ 

ในฐานะข้าราชการต้องยึดหลักในหัวข้อนี้ ปฏิบัติงานโดยความซื่อสัตย์ สุจริต ต่องาน ต่อตนเอง ต่อประชาชน

3. บริจาคะ  คือการเสียสละ

เสียสละน้อยไปสู่สิ่งที่มีประโยชน์มากกว่า

       ตลอดรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ท่านทรงออกมาทำงานช่วยเหลือประชาชนต่าง ๆ เช่น กรณีเกิดน้ำท่วม พระองค์ก็ทรงงานไปต่างจังหวัดในกรณีน้ำท่วม หรือเกิดพายุต่าง ๆ พระองค์เสด็จไปเยี่ยมเยียน และบริจาคสิ่งของ   พระองค์ทรงทำงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อไปช่วยเหลือชาวบ้านด้วย โดยพระองค์ท่านมีความประสงค์อยากให้ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วย

      ในกรณีที่มีปัญหา พระองค์จะเรียกผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไปรับทราบด้วย  

      ต้องเสียสละ และมีจิตใจกว้างที่จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ ทุกคน ทุกฝ่าย ด้วยความสงบ โดยไม่ใจร้อน

4. มัททวะ คือความอ่อนโยน

ดังเช่นกรณีที่นครพนม มีชาวบ้านกราบถวายพระพร พระองค์ ทรงอ่อนโยน และทรงพูดคุย ตรัสกับประชาชนด้วยความใกล้ชิด

ข้าราชการต้องมีสัมมนาคารวะ อ่อนน้อม ไม่แสดงความเย่อหยิ่ง สามารถเข้ากับคนได้ทุกชั้น

5. ตบะ คือการข่มกิเลศตัณหา

คือมีความเพียรเพื่อกำจัดกิเลส พระองค์พยายามทรงงานเพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้นำทั้งหลายเห็นถึงการเข้าไปถึงพื้นที่ และให้ใกล้ชิดประชาชน

มีความเพียร ทำในสิ่งควรทำ ไม่เกียจคร้าน หรือย่อท้อต่อปัญหาต่าง ๆ

6. ขันติ คือความอดทน อดกลั้นต่อกิเลส

พระองค์ทรงมีความอดทนที่จะรับฟังปัญหาของชาวบ้าน  เปลี่ยนจากยืน เป็นนั่งคุกเข่า คุยกับประชาชน

พระองค์ทรงอดทนในทุกเรื่อง และหาข้อเท็จจริงในด้านต่าง ๆ

ข้าราชการก็ต้องพยายามทำเช่นนี้เช่นเดียวกัน

7 . อริโรธนะ คือ มีความหนักแน่นเป็นธรรม

      พระองค์ท่านทรงยึดหลักความเป็นธรรม  ข้าราชการในท้องถิ่น ต้องรู้เรื่องในท้องถิ่นที่ดี พระองค์ต้องมีขันติ มีความหนักแน่นเป็นธรรม ไม่เอนเอียงหวั่นไหว เที่ยงธรรม รู้ประเพณี ศิลธรรมเป็นหลัก หน้าที่ของข้าราชการต้องพยายามศึกษา หมั่นหาความรู้รอบด้าน แล้วรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย  ใช้หลักความเป็นธรรมในการตัดสินเรื่องต่าง ๆ

8.อักโกรธะ คือความไม่โกรธ

            มีความเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ไม่โกรธ ข่มใจ หรือลดความโกรธลง

9.  อริหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน

            ที่เห็นชัด คือ โครงการพระราชดำริ บางโครงการฯ เมื่อเป็นที่รับความเห็นชอบก็ดำเนินการได้

      ที่บึงหนองบอน  แก้มลิงในกรุงเทพฯ เกิดความเห็นชอบจากประชาชน  จึงได้เกิดมีโครงการฯ นี้ขึ้นแต่ถ้าที่ประชาชนไม่เห็นด้วย พระองค์ท่านก็ไม่ทรงทำ

10.  ทาน คือ การให้

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเยี่ยมผู้ป่วยในกรณีต่าง ๆ มีถุงยังชีพให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติมาโดยตลอด  พระองค์ทรงไม่อยากให้เงินเนื่องจากให้แล้วหมดไป เลยทรงอยากให้เป็นของ จะดีกว่า   การมอบอุปกรณ์การเรียน  เสื้อผ้าต่าง ๆ   การพระราชทานฝนหลวง โครงการพระราชดำริ เพื่อทำสิ่งของ และพันธุ์พืชต่าง ๆ

      อย่างข้าราชการ ควรทำตามแบบอย่าง  และต้องฟังเสียงสมาชิก หรือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วย

     ทศพิธราชธรรม ที่พระมหากษัตริย์ใน ราชวงศ์จักรี ใช้มาโดยตลอด โดยมีข้าราชการและผู้บริหารต่าง ๆ นำมาประยุกต์ แต่แนวทางปฏิบัติอาจมีความแตกต่างบ้าง  เนื่องจากต้องมีกฎของแต่ละหน่วยงานเพิ่มขึ้น  ทุกคนอาจไม่สามารถปฏิบัติได้ทั้ง 10 ข้อ

      การใช้หลักพระพุทธศาสนาคือกฎแห่งกรรม ใครทำกรรม ได้รับกรรมดี  ใครทำกรรมชั่วได้รับกรรมชั่ว แต่ช้าหรือเร็วต่างกัน

 

ดร.จีระ  กล่าวขอบคุณท่านองคมนตรี ฯพณฯ อำพล เสนาณรงค์  และเรียนว่าท่านเสมือนเป็น Mentor ของอาจารย์จีระ ฝากผู้เข้าอบรมถึงทิศทางที่สังคมไทยว่าจะเดินไปทางไหน เน้นความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต                    

            การเรียนรู้ เน้นความร่วมมือกันในการหาวิธีการใหม่ ๆ อย่าง ยางของไทย ต้องมี Expertในด้านต่าง ๆ เข้ามาช่วย  ให้ธุรกิจสวนยางมีการกระจายรายได้ สู่ต่างจังหวัดมากขึ้น มีการสร้าง Network ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

                  

                   กระทรวงเกษตรฯ ควรช่วยทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเนื่องจากกรุงเทพเป็นเสมือน    เมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยว